12 มกราคม 2562 นอกจากจะเป็นวันเด็กแห่งชาติแล้ว ยังเป็นวันที่มีอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญของผมคือ
การได้เริ่มเรียนภาษาจีนครั้งแรก
ก่อนหน้านี้ ผมได้สมัครเรียนภาษาจีนที่ สมาคมจงหัวแห่งประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่แถวๆลุมพินี ทั้งๆที่บ้านอยู่นวมินทร์ แต่ก็ลงทุนมาเรียนถึงในเมือง ต้องนั่งรถเมล์ ต่อเรือ ต่อรถไฟฟ้า กว่าจะมาถึงที่นี่ สาเหตุที่ผมเลือกเรียนที่นี่มีเพียงเหตุผลเดียว นั่นก็คือ
ไต้หวันนนนน...
ใช่ครับ เพราะชอบไต้หวันเลยมาเลือกเรียนที่นี่ หลายคนบอกชอบไต้หวัน ชอบภาษาจีนก็เรียนโรงเรียนอื่นได้นี่เยอะแยะไป แต่มันต่างเพราะโรงเรียนสอนภาษาส่วนใหญ่นั้นสอนแบบตัวย่อ ซึ่งใช้ในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ไต้หวันเขาไม่ได้ใช้ตัวย่อแบบจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ยังใช้ตัวเต็มในแบบดั้งเดิมอยู่ และที่นี่เป็นโรงเรียนที่สอนภาษาจีนในแบบอักษรตัวเต็ม แบบที่ไต้หวันใช้ นอกจากนี้อาจารย์หรือเหล่าซือที่สอนก็มาจากไต้หวันด้วย ที่นี่จึงเป็นสาเหตุเดียวที่ผมเลือกที่จะเรียน หากถามว่าแล้วเรียนตัวย่อไม่ง่ายกว่าเหรอ? คำตอบของผมก็มีเพียงข้อเดียว
"เพราะผมชอบไต้หวัน"
ผมได้มีโอกาสไปเยือนประเทศนี้สองครั้ง ครั้งแรกเดือนธันวาคม 2560 และหนึ่งปีถัดมาคือ ธันวาคม 2561 ไปทั้งสองครั้งก็ชอบทั้งสองครั้ง เป็นประเทศที่น่ารัก เดินทางสะดวก ธรรมชาติสวยงาม อาหารเยอะแยะ เมืองดูทันสมัย คือมันครบ มันชอบ รีวิวพันทิปหลายรีวิวที่ไปไต้หวันก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น
แล้ววันเรียนวันแรกก็เริ่มขึ้น
ผมมาถึงสมาคมจงหัวประมาณ 12.30 น. บรรยากาศต่างจากวันที่มาสมัครอย่างสิ้นเชิง รถราแน่นขนัด พ่อแม่พาเด็กน้อย ซึ่งน่าจะเป็นลูกหลานเชื้อสายจีนมาส่งเพื่อพาไปเรียน บรรยากาศดูรวมๆแล้วมีความเป็นไทยค่อนข้างน้อย ระหว่างเดินดูอาคารต่างๆก็ได้ยินเสียงพูดคุยกันเป็นภาษาจีนซะส่วนใหญ่ ทำให้รู้ว่าสังคมคนจีนนี่เหนียวแน่นกว่าที่คิดไว้มาก ผมเดินไปจนถึงบอร์ดซึ่งจะบอกหมายเลขห้องและชั้นเรียน แน่นอนว่าความรู้ภาษาจีนระดับศูนย์ของผม ต้องได้อยู่ชั้นเรียนพื้นฐานแน่นอน จากนั้นจึงเดินเข้าไปที่ห้องเรียน
ความที่ไม่เคยเรียนภาษาจีน ไม่มีพื้นฐาน ไม่มีอะไรเลย อาจจะรู้คำจีนบ้างนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้รู้ถึงขั้นจะใช้ภาษาได้ ผมก็จินตนาการไปว่า ครูคงจะค่อยๆสอน พูดไทยคำจีนคำ อาจจะพูดไทยเยอะหน่อยเพราะนักเรียนคงจะงง
เมื่อครูเดินมา หลังจากนี้ขอเรียกว่าเหล่าซือ เหล่าซือเป็นผู้หญิง จำชื่อไม่ได้ด้วย 55555 เดินมาปั้บ ก็แจกหนังสือทันที
จากนั้นการเรียนวันแรกก็เริ่มขึ้น
เหล่าซือพูดจีนซะเต็มเหนี่ยวเลย ผมก็งงรับประทานไป เพราะไม่รู้เรื่อง แต่พอหลังๆ เหล่าซือก็เริ่มพูดไทยบ้าง อธิบายบ้าง วันแรกในบทเรียนภาษาจีนชั้นพื้นฐานที่สมาคมจงหัว สอนบทสนทนาทักทาย แนะนำตัว ก็หนีห่าวกันไป เหล่าซือให้ไปคุยกับคนข้างๆก็เขินๆกันไป วันแรกนี่เนอะทำไงได้ ยังหนักปากอยู่ แล้วแต่ละคำก็ออกเสียงยากนิดนึง ก็ต้องปรับตัวกันหน่อย
แล้วที่สังเกตุคือ ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานคนจีนและมีชื่อจีน ในห้องที่ผมเรียนมีชื่อจีนกันเกือบทุกคน มีผมกับคนอื่น 2-3 คนที่ไม่มีชื่อจีน บางคนก็พูดจีนได้อีก(แล้วมาเรียนห้องนี้ทำไมกัน) แต่พอถามไปพี่เขาเลยบอกว่า พูดฟังได้ แต่อ่านเขียนไม่ได้เลย เลยต้องมาเรียนห้องพื้นฐาน
การเรียนการสอนที่นี่ต่างจากที่อื่น อันนี้ผมไม่ได้เห็นด้วยตัวเองนะ แต่เคยอ่านมา คือที่นี่ไม่สอนพินอิน หลายคนที่เริ่มเรียนจีนมักจะเริ่มจากพินอินที่เป็นตัวอ่านภาษาจีนในอักษรอังกฤษ แต่ที่นี่สอนจู้อิน หรือ เปอเพอเมอเฟอซึ่งเป็นตัวอ่านแบบเดิม สาเหตุนั่นก็คือ เพราะพินอินเป็นการออกแบบตัวอ่านของจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งที่นี่ไม่ใช้ แต่ที่นี่ใช้จู้อินซึ่งเป็นตัวอักษรจีนนี่แหละ แต่ในตำราก็มีเขียนเป็นพินอินนะ ส่วนตัวยอมรับว่า ตานี่มองแต่ตัวพินอิน คือพินอินมันง่ายไง ในแง่ของการอ่าน เพราะมันเป็นอักษรอังกฤษที่เราคุ้นชิน แต่ก็พยายามที่จะหัดอ่านตัวจู้อินเหมือนกัน ซึ่งในชั้นเรียนก็สอนเขียนตัวจู้อินเช่นกัน
นอกจากประโยคสนทนาแนะนำตัวง่ายๆแล้ว ก็มีอีกบทสนทนาที่สอนคือ คุณมาจากไหน คุณเป็นคนที่ไหน หรือ "หนี่ ซื่อ หนา หลี่ เหริน?" แล้วก็เรียนรู้คำศัพท์เพิ่มเติมอย่างชื่อประเทศ จีนเรียกจงกั๋ว ไต้หวันเรียกไถวานแบบนี้ แต่ที่ยังมึนและหลงๆอยู่คือ การแบ่งวรรณยุกต์ของภาษาจีน ซึ่งภาษาจีนนี่ก็มีวรรณยุกต์เหมือนภาษาไทยเหมือนกัน แต่จีนมี 4 เสียง ไทยมี 5 เสียง เยอะกว่า 5555 ที่หลงคือการผันวรรณยุกต์ของจีนมันไม่เหมือนของไทย แล้วพอผันทีไรมันจะผันเป็นแบบภาษาไทยทุกที ซึ่งการผันวรรณยุกต์นั้นมีผลต่อการอ่านตัวจู้อินมาก อันนี้คงต้องใช้เวลา อย่างว่าเพิ่งเรียนแค่วันแรก จะให้มันเก่งอะไรเร็วขนาดนั้น ให้เวลาตัวเองหน่อยสิเนอะ
การเรียนที่นี่จะใช้เวลาเรียน 3 ชั่วโมงสำหรับคอร์สเสาร์-อาทิตย์ ผมเลือกเรียนคอร์สวันเสาร์ภาคบ่าย เริ่มเรียนบ่ายโมง เลิกเรียนสี่โมงเย็น ทุกชั่วโมงมีพักสิบห้านาที โดยพอถึงเวลาพักจะมีเสียงเพลงซึ่งดังแบบตกใจมากคอยบอก โดยบอกเมื่อถึงเวลาพัก แล้วบอกอีกทีเมื่อหมดเวลาพัก
โดยรวมเรียนวันแรกค่อนข้างดี อาจารย์ให้มาม่าไต้หวันด้วยยยยย ตอนแรกไอ้เราก็นึกว่าพิเศษเฉพาะห้องเรา ที่ไหนได้ พอเรียนเสร็จออกมา เจอทุกคนถือถ้วยมาม่าไต้หวันออกมาหมดเลย 55555
หวังว่าไต้หวันจะทำให้ตัวเองจะมีไฟในการเรียน และเก่งภาษานี้ในอนาคต
วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2562
วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
[รีวิว] สถานีรถไฟในมาเลเซีย
ในการเดินทางไปมาเลเซียเมื่อวันที่ 19-22 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา การเดินทางเที่ยวในมาเลเซียส่วนใหญ่ จะเป็นการเดินทางโดยรถไฟ ครั้นจะรีวิวสถานีรถไฟอย่าง KL Sentral (สะกดภาษาแบบมาเลย์) ก็มีหลายกระทู้ที่รีวิวไปแล้ว หรือจะรีวิวการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า LRT ก็มีหลายคนรีวิวแล้วเช่นกัน แต่สำหรับบทความนี้ ผมขอมารีวิวสถานีรถไฟสองสถานีด้วยกัน คือสถานีรถไฟกัวลาลัมเปอร์เก่า และสถานีรถไฟเริมเบา
เหตุที่ต้องมาเขียนรีวิวสถานีรถไฟทั้งสองก็เนื่องจากว่า ตัวผมได้เดินทางไปเที่ยวเมืองเริมเบา รัฐเนอเกอรีเซิมบิลัน แล้วก็ถ่ายรูปสถานีมาซะละเอียด 55555 แต่ครั้นจะเอาไปใส่ในกระทู้เที่ยวเมืองเริมเบาก็กลัวว่าเนื้อหาที่ผมต้องการจะสื่อมันจะแปร่ง กลายเป็นกระทู้สถานีรถไฟแทน เอาละครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

1. สถานีรถไฟกัวลาลัมเปอร์เก่า
ก่อนอื่นเรามารู้ข้อมูลของสถานีรถไฟแห่งนี้คร่าวๆกันก่อน สถานีรถไฟกัวลาลัมเปอร์นี้เคยเป็นสถานีศูนย์กลางของการเดินทางของรถไฟในมาเลเซีย ที่ทำการของบรรษัทรถไฟมาเลเซียหรือ KTM ก็ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสถานีแห่งนี้ โดยสถานีรถไฟแห่งนี้เริ่มเปิดทำการเมื่อปี 1886 แล้วมีการก่อสร้างใหม่ในปี 1910 โดยมี Arthur Benison Hubback เป็นผู้ออกแบบ ซึ่ง A.B. Hubback ได้ออกแบบโดยใช้สถาปัตยกรรมแบบ Mughal (ผมไม่ได้เรียนสถาปัตย์ ไม่ชำนาญเรื่องพวกนี้) เอาเป็นว่าดีไซน์ของสถานีรถไฟกัวลาลัมเปอร์นี้คล้ายคลึงกับดีไซน์ของมัสยิดจาเมกซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกคนเดียวกัน
สถานีกัวลาลัมเปอร์มีความสำคัญในการคมนาคมทางรถไฟในมาเลเซียอย่างมาก โดยเฉพาะรถไฟระยะไกลหรือ Intercity หรือในภาษามาเลย์คือ Antara Bandar กระทั่งปี 2001 จึงได้มีการย้ายศูนย์กลางของระบบขนส่งทางรางจากสถานีแห่งนี้ไปยังสถานีกัวลาลัมเปอร์เซ็นทรัล หรือเคแอลเซ็นทรัลที่เราคุ้นเคยกันนั่นเอง
การเดินทางมาที่สถานีรถไฟแห่งนี้ ง่ายที่สุดคือนั่งรถไฟฟ้า LRT สาย Kelana Jaya มาลงที่สถานี Pasar Seni จากนั้นเดินตามสะพานลอยข้ามแม่น้ำกลังมายังตัวอาคารสถานี

ทางเข้าสถานีจากสะพานข้ามจากสถานี Pasar Seni
เมื่อเข้ามาในตัวสถานี หันซ้ายจะเจอห้องน้ำ(ที่ใช้การไม่ได้)และประตูกั้นเพื่อเดินลงไปยังชานชาลา(เราอยู่ชั้นสองของตัวอาคาร) มองเลยไปข้างหน้าทางซ้ายจะเจอช่องขายตั๋ว พอหันไปทางขวาก็จะเจอกับเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ

จุดแรกเมื่อเข้ามา

จุดขายตั๋ว ด้านบนมีจอแสดงเที่ยวรถไฟต่างๆที่ผ่านสถานีรถไฟแห่งนี้


เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ
สารภาพตามตรงว่า ผมไม่ค่อยไว้ใจเครื่องขายตั๋วของ KTM เท่าไหร่นัก แล้วคนท้องถิ่นเองก็ไม่ค่อยซื้อตั๋วรถไฟผ่านเครื่องขายตั๋วด้วย ส่วนใหญ่ก็จะซื้อกับพนักงานตรงๆเลย
เมื่อได้ตั๋วมาแล้วก็เดินไปที่ชานชาลาเลยครับ

ก่อนอื่นก็ผ่านประตูกั้นนี้ก่อน

เดินมานิดนึงจะเจอกับบันไดเลื่อน สังเกตุที่ป้าย คือมาแล้วเหมือนสถานีร้าง เหมือนสถานีผีสิง คือมันเก่า มันดูไม่มีคน และดูขาดการดูแลมากๆ

กำลังจะลงบันไดเลื่อน บันไดเลื่อนไม่ทำงานครับ มีสองตัวเสียสองตัว ตอกย้ำการไม่ดูแลรักษาเป็นอย่างยิ่ง

ระหว่างเดินลงบันได(ไม่)เลื่อน ก็เจอรถไฟวิ่งมาพอดี
สำหรับคนที่จะเดินทางไปเที่ยวโดยใช้รถไฟ KTM Komuter จากสถานีนี้นะครับ ตัวชานชาลาที่รถไฟนี้ผ่านคือชานชาลาตรงกลาง หรือชานชาลา 2 และ 3 แต่ของผมผมเลือกลงชานชาลาที่ 1 เพื่อที่จะถ่ายตัวอาคารก่อนครับ

เมื่อเดินลงมา มองจากตรงนี้ยังพอเห็นทรงอาคารอยู่ครับ



กระจกหน้าต่างของสถานี ด้วยความที่สถานีแห่งนี้เคยเป็นสถานีใหญ่มาก่อน ช่วงที่เป็นสถานีใหญ่ผมคาดว่าการใช้งานห้องหับต่างๆน่าจะเต็มทุกสัดส่วน แต่พอสถานีนี้ถูกลดระดับความสำคัญลงไป การใช้งานตัวอาคารก็ไม่เต็มที่เหมือนแต่ก่อน หลายห้องรู้เลยว่าถูกปิดตาย บางห้องร้างกระจกแตกหลายบานอย่างเห็นได้ชัด

ภาพนี้ถ่ายจากชานชาลาที่หนึ่งซึ่งจะเห็นชานชาลาที่สองสามและสี่ รวมถึงอาคารที่ชานชาลาที่สี่ ซึ่งผมไม่ได้เดินไปดูตรงจุดนั้นเพราะความขี้เกียจ

ป้ายชานชาลาที่หนึ่งครับ ไปทางใต้ south, selatan คือไปทางสถานีรถไฟ KL Sentral ครับ
ทีนี้เรามาดูด้านในตัวอาคารกันบ้าง


ด้านในตัวอาคารนี้ผมไม่ได้ลืมปรับแสงนะครับ อันนี้ตั้งใจปรับตามแสงธรรมชาติเลย คือตัวอาคารมืดมาก แล้วดูแล้วคนก็คงจะไม่ค่อยใช้บริการสถานีนี้เท่าไหร่ เท่าที่สังเกตุเห็นมีบูธหลายบูธตั้งอยู่ แต่ไม่มีใครเฝ้า คือมีแต่บูธร้าง(ตามความเข้าใจของผม) ผมคิดว่าทางสถานีน่าจะเปิดไฟให้สว่างกว่านี้นะครับ
สถานีรถไฟทุกสถานีในมาเลเซียมีการปรับปรุงเรื่องของชานชาลาหมดแล้ว คือยกชานชาลาให้สูงเทียบเท่าระดับของขบวนรถ ซึ่งเรื่องนี้บ้านเรายังไม่ทำ ดังนั้นคนแก่หรือคนพิการที่จำเป็นต้องใช้บริการรถไฟในบ้านเราจึงค่อนข้างจะลำบากเพราะตัวขบวนรถไฟนั้นสูงกว่าชานชาลา เมื่อสถานีรถไฟมีการยกระดับชานชาลาหมดแล้ว การเดินข้ามทางรถไฟแบบบ้านเราจึงทำไม่ได้(เพราะตัวชานชาลาค่อนข้างสูง)



ตัวสถาปัตยกรรมของสถานี แบบอินเดีย อันนี้ถ่ายระหว่างที่ผมเดินบนสะพานข้ามระหว่างชานชาลา
แล้วเราก็ข้ามมายังชานชาลาตรงกลางครับ รถไปตัมปินขึ้นที่ชานชาลาที่สาม


สถานีกัวลาลัมเปอร์มีรถไฟฟ้า KTM Komuter ผ่านสองสายนะครับคือสายที่ไปกลังกะไปตัมปิน ซึ่งในการเดินทางครั้งนี้ผมไปสายตัมปิน(สายสีแดง)



ถ่ายจากชานชาลาที่สอง

แปลเป็นภาษาไทยคือระวังอันตราย
ก่อนจะรีวิวสถานีรถไฟเริมเบา ผมขอเล่าอะไรนิดนึง ระหว่างที่ผมถ่ายรูปอยู่นั้น ผมก็เกิดปวดท้องฉี่ขึ้นมา ก็เลยไปเข้าห้องน้ำ ใจก็อยากจะรีวิวห้องน้ำมาให้ดูด้วย แต่พอเข้าไปถึง สภาพนี่สกปรกมากกกก ห้องน้ำรถไฟไทยเราดีกว่าพอควรเลยทีเดียว แล้วโถฉี่แบบเก่าของมาเลย์(ย้ำว่าแบบเก่า) ที่ไม่ได้มีการปรับปรุง คือมันจะมีลักษณะเป็นรางน้ำยาวๆ ไม่ได้เป็นโถ คล้ายๆห้องน้ำตามปั้มบ้านเราสมัยก่อน ยังไงยังงั้นเลย แล้วห้องน้ำ ห้องน้ำทุกห้องไม่กดชักโครกทุกห้อง(พระเจ้าาาา) ผมพยายามจะชักตัวชักโครกเพื่อทำความสะอาด(ส้วมสมัยเก่าจริงๆใช้ชักไม่ใช้กด) น้ำไม่ออก คือเละเทะเลย แสดงให้เห็นว่า ห้องน้ำไม่มีการดูแลเลยแม้แต่น้อย น่าเสียดายนะครับ น่าจะมีการดูแลมากกว่านี้ ทำให้ดูสะอาดและสว่างกว่านี้จะดีมาก มันจะกลายมาเป็นแหล่งที่น่าเที่ยวได้นะผมว่า
จากรีวิวสถานี(เคย)ใหญ่ แล้วเราไปดูสถานีเล็กกันบ้าง
2. สถานีรถไฟเริมเบา

พอลงจากรถไฟที่สถานีเริมเบา ฝนก็กำลังลงเลยทีเดียว สถานีเริมเบาตัวสถานีค่อนข้างใหม่ ในความเห็นผมสถานีเริมเบาถือว่าเป็นสถานีเล็กนะครับ ส่วนประวัติของสถานีนี่ผมไม่ทราบว่าเริ่มสร้างปีไหนเมื่อไหร่

ลงมาก็จะเห็นป้ายบอกสถานีก่อนหน้า (Sungai Gadut) และสถานีถัดไป (Pulau Sebang) และบอกชานชาลา

ป้ายประเพณีสถานีเริมเบา ถ้าบ้านเราก็เป็นป้ายสีขาวๆนั่นแหละครับ แต่ที่นี่ใช้สีน้ำเงิน
จากรูปเมื่อกี้จะเห็นนะครับว่า เมื่อสถานีรถไฟในมาเลเซียปรับปรุงชานชาลาแล้วหมายความว่า ทุกสถานีจะต้องมีสะพานข้ามทั้งหมด และห้ามเดินข้ามชานชาลาโดยเด็ดขาด

รูปนี้ถ่ายจากชานชาลาที่ 1 จะเห็นว่าตัวชานชาลาแยกออกจากอาคารสถานีชัดเจน และเชื่อมกันด้วยสะพานข้าม โดยตัวอาคารสถานีจะอยู่ซ้ายมือ


ภาพจากชานชาลาที่หนึ่งถ่ายไปที่ชานชาลาที่สอง
พอลงจากรถ ข้ามสะพานข้ามชานชาลามายังตัวอาคารสถานี ก็จะเห็นแนวกั้นแบบนี้ ด้วยความที่สถานีเริมเบาไม่ได้สร้างประตูกั้นอัตโนมัติเหมือนสถานีอื่นๆ ทำให้วิธีการเก็บตั๋วคืน(ตั๋วเหรียญ)จึงใช้วิธีการแบบมาเล๊...มาเลย์ นั่นก็คือ


ใช้กล่องกระดาษมาตั้งแล้วเอาตั๋วแบบเหรียญวางทิ้งไว้นั่นเอง ส่วนสถานีเริมเบานั้นเวลาออกตั๋ว จะออกเป็นตั๋วกระดาษแทน ซึ่งหลังจากที่ผมเดินทางมาแล้วผมก็พบว่าหากจะลักไก่เดินทางฟรีนั้น หากจะทำก็ทำได้ เพราะแต่ละสถานีเองก็ยังใช้ระบบตั๋วไม่เหมือนกัน บางสถานีไม่มีที่กั้นแบบที่ผมว่า มันเลยมีช่องโหว่พอสมควร แต่เอาเป็นว่าผมไม่แนะนำ แล้วอย่าไปทำเลยนะครับ ไม่ดีหรอกครับ

ภายในสถานี เรียกได้ว่าไม่มีอะไรเลย นอกจากที่ขายตั๋วด้านหน้า หลังหลังที่ผมยืนก็เป็นทางไปห้องน้ำ ซึ่งห้องน้ำที่สถานีเริมเบานั้นสะอาดมากๆ มากกว่าสถานีกัวลาลัมเปอร์หลายเท่า ด้านหน้าที่เห็นเป็นแนวไกลๆคือแนวกั้นเพื่อไปยังชานชาลารถไฟ เอาเป็นว่ารถไฟมาเลย์หากจะส่งกันก็ส่งกันได้แค่นี้ จะไปส่งถึงชานชาลา หรือส่งยันบนขบวนรถไฟแบบบ้านเรานั้นทำไม่ได้ครับ ส่วนทางซ้ายมือ(ไม่เข้าเฟรม)เป็นบันไดเพื่อลงไปชั้นล่างแล้วออกจากตัวอาคารครับ

อันนี้เป็นทางสถานีเอารูปภาพสถานีเก่าๆมาติดไว้
ออกมาด้านหน้าสถานี คือจะบอกว่าตัวอาคารสถานีนี้ดูใหญ่ แต่ใหญ่เพียงโครงสร้างครับ เมื่อเดินเข้ามา ชั้นล่างไม่มีอะไรมีก็แต่ลิฟท์หรือบันไดเพื่อขึ้นไปชั้นสอง ซึ่งเป็นจุดจำหน่ายตั๋วและทางเดินไปชานชาลาแค่นั้น แต่อนาคตผมคาดว่าหากเขาจะขยายการใช้งาน ขยายห้องหับต่างๆก็น่าจะทำได้ การออกแบบให้ใหญ่อาจจะเป็นการออกแบบเผื่อไว้ในอนาคต(มโนล้วนๆ)

ด้านหน้าสถานี

ด้านหน้าสถานีอีกมุม

ด้านหน้าสถานีแบบเก็บหมดทั้งอาคาร

ด้านนอกของสถานีเริมเบา ฝนเพิ่งหยุดตก
บทความนี้ผมอยากให้ผู้อ่านได้เห็นตัวสถานีสถานีรถไฟของประเทศเพื่อนบ้าน แล้วลองเปรียบเทียบกันดู หรือจะลองเปรียบเทียบกับสถานีรถไฟในบ้านเราก็ได้นะครับว่าดีหรือด้อยกว่าเราอย่างไร สำหรับผมผมมองว่ามาเลย์เริ่มเปลี่ยนแปลงก่อน เริ่มปรับปรุงก่อน เขาจึงเห็นผลงานเป็นชิ้นเป็นอันมากกว่า แต่หากถามว่าระบบต่างๆดีกว่าบ้านเรามากมั้ย ส่วนตัวผมมองว่าไม่เท่าไหร่ ดีกว่าแต่ก็ยังไม่มาก แล้วในขณะนี้โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในบ้านเรากำลังก่อตัวและมีการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะระบบขนส่งทางราง ผมเชื่อมั่นว่า หากเรายังพัฒนาไปแบบนี้ เรามีโอกาสตามทันแล้วเผลอๆอาจจะแซงเลยก็ได้ ยังไงก็ลองพิจารณาดูนะครับ ไว้เจอกันใหม่โอกาสหน้าครับ
วันอังคารที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
Satu Hari Di Rembau หนึ่งวันในเริมเบา
เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านน่าจะไม่เคยได้ไป หรือไม่เคยได้ยินชื่อ หรือไม่เคยสนใจเมืองนี้มาก่อน แต่วันนี้ผมจะพาทุกท่านมาเที่ยวที่เมืองเริมเบา ประเทศมาเลเซียครับ

ถ้าถามว่าทำไมผมถึงเลือกมาเที่ยวที่เมืองเริมเบานี้ สาเหตุก็มาจาก ผมได้ดู MV เพลงๆหนึ่ง เพลงนี้มีชื่อว่า "Satu Hari Di Rembau" หรือแปลเป็นภาษาไทยก็คือหนึ่งวันในเริมเบา ตามที่ผมเอามาตั้งเป็นชื่อของบล็อกในวันนี้นี่เอง

Satu Hari Di Rembau, Jalan Sampai Ku Penat
หนึ่งวันเริมเบา เดินกันจนเหนื่อย
Satu Hari Di Rembau, Makan Sampai Ku Berat
หนึ่งวันในเริมเบา กินกันจนอิ่ม
Satu Hari Di Rembau, Lepak Dengan Kawan
หนึ่งวันในเริมเบา พักผ่อนกับเพื่อนๆ
Pengalaman Di Rembau, Takkan Di Lupakan
ประสบการณ์ที่เริมเบา ไม่มีวันลืม
ก่อนอื่นต้องรู้ข้อมูลเบื้องต้นของเมืองนี้กันก่อน เริมเบามีสถานะเป็นเขต(Daerah)หรืออำเภอ ตั้งอยู่ในรัฐเนอเกอรีเซิมบิลัน(Negeri Sembilan) ในเขตเริมเบาแบ่งออกเป็น 17 มุกิม(Mukim)หรือตำบล อยู่ห่างจากเมืองเซอเริมบัน(Seremban)เมืองหลวงของรัฐเนอเกอรีเซิมบิลันทางตอนใต้ 25 กิโลเมตร
สำหรับการเดินทางมายังเมืองเริมเบาจากกัวลาลัมเปอร์นั้นง่ายดายมากๆ โดยมีรถไฟ KTM Kommuter ให้บริการ ซึ่งในบล็อกนี้ผมจะรีวิวการใช้งานรถไฟ Kommuter แบบคร่าวๆ แต่จะเน้นบรรยากาศของเมืองเริมเบาเป็นหลัก ส่วนสถานีรถไฟกัวลาลัมเปอร์(เก่า)และสถานีรถไฟเริมเบานั้นผมอาจจะทำเป็นรีวิวต่างหากออกมาอีกทีนะครับ

เริ่มจากทางเข้าสถานี ในการเดินทางครั้งนี้ ผมเดินเข้าตัวสถานีจากทางข้ามของสถานีรถไฟฟ้า Pasar Seni

เมื่อเดินมาทางซ้ายมือจะเห็นประตูกั้นและต่อด้วยช่องขายตั๋ว ก่อนอื่นก็ทำการซื้อตั๋วโดยสารกันก่อนครับ โดยค่าโดยสารจากสถานีกัวลาลัมเปอร์ไปยังเริมเบาอยู่ที่ 11.40 ริงกิต
ขาไปจากสถานีกัวลาลัมเปอร์ ทางเจ้าหน้าที่จะออกให้เป็นเหรียญ
เมื่อได้ตั๋วแล้วก็ข้ามประตูกั้นไปยังชานชาลากันครับ

สำหรับการเดินทางไปเริมเบา เราจะเลือกขึ้นที่ชานชาลาที่สามนะครับ

ที่ชานชาลาแสดงเวลาออกรถ รถของเราเป็นขบวนรถปลายทางสถานี Tampin รถจะมาเทียบชานชาลาจาก Batu Cave เวลา 08.54น.

รถคอมมูเตอร์มาเทียบชานชาลาแล้วครับ ในความเห็นของผมรถ KTM Kommuter มันก็เหมือนกับรถไฟชานเมืองบ้านเรานี่แหละครับ ของเขาจะวิ่งร้อยกว่าๆกิโลออกจากกัวลาลัมเปอร์ อย่างสายที่ผมขึ้นนี้วิ่งจากบาตูเคฟ รัฐสลังงอร์ ไปสุดที่สถานีตัมปิน รัฐมะละกา ผ่านพื้นที่รัฐสลังงอร์ ต่อที่กัวลาลัมเปอร์ ทะลุรัฐสลังงอร์อีกรอบ ต่อมาที่รัฐเนอเกอรีเซิมบิลัน แล้วสุดที่รัฐมะละกา โดยทาง KTM นั้นใช้รถไฟฟ้าในการวิ่ง แล้วมีการเพิ่มรอบออกบ่อยๆในแต่ละวัน ในไทยผมก็เห็นหลายสายเช่นไปลพบุรี ไปแก่งคอย เป็นต้น แต่บ้านเรายังไม่ได้วิ่งกันแบบถี่ๆเหมือนที่นี่ ถ้าบ้านเราทำ ผมว่ามันจะเป็นการผ่องถ่ายคนให้ออกไปอยู่นอกเมืองมากขึ้น

ภายในรถ ดูสะอาด สว่าง กว้างขวาง

มีบอกรายนามสถานี คือจะบอกว่ารถไฟชานเมืองสายเซอเริมบันนั้น วิ่งจากบาตูเคฟไปจนถึงตัมปิน แต่ในป้ายนี้ยังสุดอยูที่สุไหงกาดุด คือยังไม่ได้อัพเดทสองสถานีสุดท้าย คือเริมเบากับตัมปิน

ออกมาได้แป๊ปเดียวก็เจอเลย การทักทายจากฝน ตกค่อนข้างหนัก



ข้างทางมีถนนสลับกับป่าปาล์มเป็นระยะๆ ข้างทางรถไฟมาเลย์จะคล้ายๆเวลาเรานั่งรถไฟสายใต้ ซึ่งสำหรับผมถือว่าค่อนข้างแปลกตา เพราะสายอีสานบ้านเรามองไปก็เจอแต่ทุ่งนา แต่อันนี้เจอแต่ต้นปาล์ม

และแล้วเราก็มาถึงสถานีรถไฟเริมเบา ใช้เวลาในการเดินทางจากกัวลาลัมเปอร์ประมาณเกือบสองชั่วโมง

ด้านหน้าสถานีรถไฟเริมเบา หันหลังกลับแล้วเดินตรงไปเลยครับ

เดินผ่านใต้สะพานนี้เลย ตัวเมืองเริมเบาห่างจากสถานีรถไฟประมาณ 300 เมตร

เมื่อเดินมาเรื่อยๆก็จะเห็นบรรดาตึกแถวเก่าๆตั้งเรียงราย เริมเบาเป็นเมืองที่ค่อนข้างเล็ก มีถนนเพียงไม่กี่เส้นที่ตัดผ่าน ดังนั้นจึงแทบไม่ต้องนั่งรถเลยสำหรับเมืองนี้ สามารถเดินเที่ยวได้เลย


ปีเหล่านี้ยืนยันได้ถึงความเก่าแก่ของตึกแถวเหล่านี้ได้ดี ปี 1928 นี่มันสมัยอาณานิคมเลยทีเดียว มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษปี 1957 นั่นคือ ตึกนี้เกิดก่อนการก่อตั้งประเทศมาเลเซียซะอีก
เมื่อเดินมาเรื่อยๆก็เจอกับหลายสิ่งหลายอย่างที่จัดเรียงแสดงให้ผมดู ผมพูดเลยว่าวันนั้นมีผมเป็นนักท่องเที่ยวคนเดียว คนเดียวจริงๆที่บ้ายืนสะพายกล้องเดินถ่ายนู่นถ่ายนี่ไปทั่วเมือง


โกดังเก็บเครื่องดื่มของบริษัทF&N ที่ปัจจุบันบริษัทไทยเบฟเทคโอเวอร์ไปแล้ว


มีแผงขายอาหาร ขายผลไม้ตั้งอยู่ริมถนน

ร้านเฟอร์นิเจอร์ร้านนี้ไม่ได้เปิด ทำให้เราเห็นว่าร้านนี้ใช้ประตูแบบเก่าดูเรทโทรสุดๆ

แล้วสุดๆจริงๆคือร้านถ่ายรูปร้านนี้ที่คงความเก่าในการแต่งร้าน ในร้านมีรูปของคนต่างๆ เดาว่าน่าจะเป็นลูกค้าที่มาถ่ายรูปที่ร้าน เดาว่าส่วนใหญ่ในตอนนี้คงแก่มากแล้ว เพราะแต่ละรูปเก่าๆทั้งนั้น ผมพยายามใช้ความกล้าในการถ่ายรูปในร้านนี้ สุดท้ายก็ใช้วิธีที่ตัวเองถนัดคือ พอสบช่วงเจ้าของร้านหายไปหลังร้านก็จัดการถ่ายทันที

เมื่อเดินมาเรื่อยๆก็มาเจอกับมัสยิด มัสยิดนี้ชื่อว่ามัสยิด An-Nur

ตรงข้ามมัสยิดเป็นร้าน KFC เท่าที่สังเกตุคือในมาเลเซียเอง แทบทุกเมืองหลักๆจะมี KFC แบบนี้ เป็นร้านแบบนี้ตั้งอยู่เสมอ

เดินมาเรื่อยๆก็เจอร้านของชำ

มันดูเรทโทรดีนะ

Balai Polis หรือภาษาไทยคือ สถานีตำรวจ เดาว่าตำรวจที่เมืองนี้งานน่าจะน้อย

เมืองนี้วิวดีมาก ติดเขา มองเห็นเขา

เดินมาเรื่อยๆก็เจอกับ Dataran Rembau ดาตารันภาษามาเลย์แปลก็แปลว่าลาน อันนี้ก็ออกแนวเป็นลานกิจกรรมเอนกประสงค์ของเมือง


เห็นอันนี้ติดตาตั้งแต่ในมิวสิกวีดีโอ satu hari di rembau แล้ว

หลังจากเดินตามถนนใหญ่แล้ว จากตึกนี้จะมีซอยเล็กๆ ก็ลองเดินเข้าไปดู แล้วก็เจอ

นี่ครับ ร้านกาแฟหรือ Kedai Kopi คืออยากจะบอกว่าร้านนี้แนวมาก สตาร์บัค แบล็คแคนยอน อเมซอน ถอยไปเลย ร้านนี้ตั้งแอบๆอยู่ในซอยเล็กๆ ทางเข้าที่ดูไม่เหมือนร้านกาแฟตามความเคยชินของผม ทำผมประหลาดใจมากๆ เขาไม่แคร์ลูกค้าจริงๆนะ ขณะที่ผมกำลังถ่ายรูป เจ้าของร้านก็ออกมา ก็เลยขออนุญาตถ่ายรูป แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เข้าไปด้านใน น่าเสียดายมากๆ

ระหว่างเดินไปในซอยก็เจอคุณยายท่านนี้กำลังเดินก็ชักภาพซะหน่อย

ร้านมุยฟง ได้ยินจากเพลงเหมือนกัน ตั้งใจจะมากิน หาตั้งนานก็หาไม่เจอ สุดท้ายก็พบว่าตัวเองเดินผ่านสามสี่รอบ เขาเปลี่ยนชื่อร้านใหม่ แต่ป้ายเล็กยังเป็นมุยฟงอยู่ ที่ยิ่งกว่านั้นคือ ร้านปิดครับ ตั้งใจจะมากินแท้ๆ อดเลย
จากนั้นก็เดินเรื่อยเปื่อยเล่นๆในซอยซักพัก ก็ถ่ายนั้นถ่ายนี่ไปเรื่อย ดูนั่นดูนี่ไปเรื่อย




คนขวามือไม่รู้จัก แต่คนซ้ายมือคือ Khairy Jamaluddin นักการเมืองพรรคอัมโน ซึ่งเป็นส.ส.เขตเลือกตั้งเริมเบา

ร้านตัดผมในเมืองเริมเบา
เมื่อเดินจนทั่ว จนพอใจแล้วก็เดินกลับมายังสถานีรถไฟเริมเบาเดินทางกลับกรุงกัวลาลัมเปอร์


ขาไปได้เป็นเหรียญ ขากลับได้ตั๋วกระดาษ 5555
สุดท้าย เริมเบาเป็นเมืองเล็กๆ หลายคนอาจจะไม่สนใจ ที่ดึงดูดใจสู้เมืองอื่นไม่ได้ แต่หากต้องการไปดูวิถีต่างจังหวัด ความเรทโทร ตึกแถวเก่าๆ ความสงบ เดินทางง่าย ที่นี่ตอบโจทย์ อยากให้ลองแวะไปเที่ยวดู มามาเลย์ไม่จำเป็นต้องไปเกนติ้ง มะละกา หรือปีนัง ผมคิดว่าบล็อกนี้น่าจะเป็นรีวิวแรกๆในไทยที่รีวิวเมืองนี้(เท่าที่เจอนะครับ) ส่วนผม ด้วยความที่ชอบดูตึกแถวเก่าๆเมืองนี้ผมชอบเลย ยิ่งเห็นร้านต่างๆริมถนนมันเหมือนกับเราได้ย้อนไปในอดีต ด้วยความที่หลายร้านนั้นจัดร้านแบบเดิมค่อนข้างมาก ลองดูครับ สำหรับบทความนี้ถ้ามีอะไรขาดตกบกพร่องก็ขออภัยด้วยนะครับ เจอกันใหม่บทความหน้าครับ
ปิดท้ายด้วยรูปแมวที่เมืองเริมเบา แมวภาษามาเลย์เรียกว่า kucing (กูชิง)

สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)