วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562

เมื่อผมปั่นจักรยานบนเส้นทางจักรยานที่สวยที่สุดในไต้หวัน

ในทริปไต้หวันครั้งที่สามของผมนี้ มีกิจกรรมหนึ่งที่ผม"ตั้งใจอย่างมาก" นั่นก็คือเช่าจักรยานปั่นตามเส้นทางจักรยานเลียบทะเลสาบสุริยันจันทรา



เส้นทางจักรยานเลียบทะเลสาบเป็นเส้นทางครึ่งวงกลม จาก Shuishe Visitor Center ถึง Moon Bay ระยะทางสั้นๆประมาณ 6 กิโลเมตร อารมณ์ประมาณจากบ้านผมที่นวมินทร์ไปถึงเดอะมอลล์บางกะปิ ซึ่งเส้นทางนี้ CNN ถึงกับยกให้เป็น 1 ใน 10 เส้นทางจักรยานที่ดีที่สุดในโลก โห้ว...อะไรจะขนาดนั้น



รูปด้านบนคือแผนที่ทะเลสาบสุริยันจันทรา หรือ ซันมูนเลค เส้นทางจักรยานคือสีเขียวอ่อนครับ

แต่ก่อนอื่นต้องหาเช่าจักรยานมาปั่นก่อน แถวท่าเรือ Shuishe มีร้านให้เช่าจักรยานหลายร้านมาก แต่ด้วยความที่ผมดันอยากปั่นจักรยานแต่เช้าร้านส่วนใหญ่เลยไม่ค่อยเปิด แล้วก็ไปเจอกับร้านของเจ๊คนหนึ่ง ข้างๆ Shuishe Visitor Center เลยเข้าไปสอบถามราคาพร้อมขอเช่ารถ




ในร้านเจ้มีทั้งรถจักรยานแบบเสือภูเขา จักรยานแม่บ้าน รวมถึงจักรยานไฟฟ้า สังเกตว่าจักรยานเสือภูเขาทั้งหมด เป็นยี่ห้อ GIANT ซึ่งเป็นบริษัทจักรยานของประเทศไต้หวัน ที่บ้านเราก็มีคนปั่นจักรยานยี่ห้อนี้เยอะเหมือนหัน

สำหรับราคาค่าเช่า ที่ร้านเจ้คิดราคาแบบเหมารายวัน จักรยานแม่บ้านวันละ 200NT จักรยานเสือภูเขาวันละ 300NT เมื่อตกลงปลงใจแล้ว เจ๊ก็เอาเอกสารมาให้เซ็น พร้อมเอาบัตรประชาชนให้แกเป็นตัวประกัน 555555 ผมเลือกจักรยานเสือภูเขา เป็นครั้งแรกที่ได้ปั่นจักรยานเสือภูเขา ก่อนหน้านี้เคยแต่ปั่นเสือหมอบ ก็ถือโอกาสลองซะเลย


ผมเลือกคันนี้แหละครับ GIANT

เมื่อเริ่มปั่น เริ่มแรกยังต้องปั่นบนไหล่ทางคู่ไปกับถนนใหญ่ก่อน จนเจอซอยๆหนึ่งให้เลี้ยวเข้าไปทันที



เมื่อเข้าซอยให้ตรงไปเรื่อยจะเจอกับเส้นทางจักรยาน



ไต้หวันเป็นประเทศที่มีการรณรงค์เรื่องการปั่นจักรยานเป็นอย่างมาก โครงสร้างพื้นฐานถูกออกแบบมาให้เอื้อประโยชน์ต่อผู้ใช้จักรยาน เช่น ทางจักรยานบริเวณฟุตปาธที่มีความกว้างกว่าปกติ ไหล่ทางตามถนนใหญ่ที่กว้างกว่าปกติ บริการรถจักรยานสาธารณะอย่าง UBike ในกรุงไทเป สถานีรถไฟใต้ดินที่ให้เอาจักรยานเข้าไปภายในสถานีจนถึงขบวนรถได้ ทั้งยังจัดทำทางจักรยานตามสวนสาธารณะ ริมแม่น้ำ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ สร้างเป็นจุดขายให้กับประเทศ และส่งเสริมให้ประชาชนในประเทศหันมาใช้จักรยาน นอกจากนี้ไต้หวันยังเป็นประเทศผู้ผลิตจักรยานระดับโลก ยี่ห้อ GIANT และ MERIDA น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนถึงความเป็นผู้ผลิตจักรยานชั้นนำของโลก เฉพาะในบ้านเราก็มีผู้ที่ใช้จักรยานทั้งสองยี่ห้อนี้เป็นจำนวนมาก

กลับมาที่ทางจักรยานซันมูนเลค ตัวเส้นทางจักรยานนั้นจะมีทั้งเส้นทางที่เลียบกับทะเลสาบ ทั้งแบบสะพานยื่นเข้าไปในทะเลสาบ ทั้งเลียบถนนใหญ่ เรียกว่ามีครบ

พอปั่นมาเริ่มแรกก็จะเป็นเส้นทางที่โดนขนาบด้วยต้นไม้ทั้งสองฝั่งแบบนี้





บนเส้นทางนี้ยังมีจุดให้พักเป็นระยะๆ ซึ่งผมถ่ายมาแค่จุดพักเดียว


อันนี้เป็นทิวทัศน์บริเวณจุดพัก




พอปั่นมาเรื่อยๆ วิวระหว่างทางสวยมาก





เมื่อปั่นมาซักพักก็เจอถนนใหญ่


พอถัดมาก็จะเจอกับแนวเขื่อน



ตรงนี้เขาบอกว่าอันตรายให้เข็นรถ


ตรงนี้สวย ขอถ่ายรูปคู่กับจักรยานหน่อย




เลยมาหน่อยเจอป้ายรณรงค์จักรยานของทางการไต้หวัน


จากนั้นก็ปั่นจักรยานเรื่อยมา ข้างทางก็เริ่มเป็นป่ามากขึ้น พอปั่นมาสักพักทางก็เริ่มกลับมาคู่ขนานกับทะเลสาบ





หลังจากนั้นก็แทบไม่ได้ถ่ายรูปอะไรเลย เพราะเริ่มขี้เกียจแล้ว ประกอบกับทางมีเนินขึ้นๆลงๆ มาโผล่อีกทีก็เป็นทางแยกอย่างที่เห็น โดยทางแยกนี้ถ้าเลี้ยวซ้ายจะเป็นจุดชมวิว Xiangshan ส่วนตรงไปก็จะเป็นทางจักรยานปกติ ผมเลือกที่จะตรงไปก่อน


พอปั่นทางนี้ไปซักพักจะเป็นเนินลง แล้วก็ออกจากเส้นทางจักรยาน เหมือนจะเป็นเขตสำนักงานอะไรสักอย่าง เพราะลักษณะทางเข้ามีรั้วกั้น แต่ก็เข้าได้ตามปกติ เมื่อปั่นเข้าไปก็จะเจอกับทางจักรยานอีกครั้ง



จากตรงนี้จะเห็นมีคนเอาเรือคายัคมาพายด้วย แล้วก็เหมือนจะมีกระชังปลาเป็นระยะๆ ขณะที่ปั่นผ่านก็ได้กลิ่นคาวปลาด้วย ทางจากเริ่มต้นที่ยังเรียบๆดีๆ ทางก็เริ่มแคบลง พอถึงตรงนี้จากเดิมที่เห็นคนมาปั่นจักรยานเยอะๆ ตอนนี้มีแค่ผมคนเดียวแล้ว


และแล้วก็มาถึงตรงสุดทางจักรยานเบื้องต้น 6 กิโลเมตร ความจริงสามารถปั่นต่อได้ โดยเข็นจักรยานแล้วปีนไปตามบันได แต่ด้วยความที่เมื่อยแล้วเริ่มขี้เกียจผมจึงวนรถแล้วปั่นกลับทางเดิม โดยระหว่างทางผมได้แวะไปที่จุดชมวิว Xiangshan 

เมื่อมาถึงก็เป็นแบบนี้


ลักษณะคือจะเป็นทางเดินที่พื้นเหมือนตะแกรงเหล็กยื่นเข้าไปในทะเลสาบ ใครไม่กลัวความสูงก็จัดไปครับ ของผมตอนแรกก็ไปดีๆแหละครับ แต่พอเดินไปจนสุด แล้วอยู่ดีๆขณะกำลังยกกล้องถ่ายรูปก็รู้สึกวูบแบบแปลกๆ ตามคาด....อาการกลัวความสูงกำเริบ อารมณ์เหมือนไม่ไว้ใจกับตะแกรงเหล็กว่าจะปลอดภัยหรือไม่ จากนั้นรีบถอยมาตั้งฉาก แล้วถ่ายรูปนี้แค่รูปเดียว แล้วปั่นกลับเลย 55555

สรุป ปั่นจักรยานรอบนี้ไป-กลับ 12 กิโลเมตร ใช้เวลาไปชั่วโมงกว่าๆ ไม่ใช่ว่ากากนะ แต่มัวแต่ปั่นไปถ่ายรูปไป ชิลไปเรื่อยสุดท้ายใช้เวลาไปเกือบสองชั่วโมง มีเรื่องหนึ่งที่ผมพลาดคือ ก่อนปั่นผมไม่ได้เตรียมน้ำไปเลย ทำให้ตลอดการปั่นผมไม่ได้จิบน้ำ ซึ่งไม่ดีอย่างยิ่ง เพราะมัวแต่คิดอยากจะปั่น เลยลืมคิดเรื่องน้ำเปล่า พอขากลับเลยมุ่งเซเว่นซื้อน้ำเปล่าดับกระหายทันที

ภายหลังผมคืนรถเจ๊แล้วเอาบัตรประชาชนของผมคืนแล้ว ก็เช็คเอาท์โรงแรมแล้วนั่งรถไฟความเร็วสูงครั้งแรกกลับไทเปครับ

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2562

นั่งบัสไป Sun Moon Lake ง่ายๆแต่ไปทำให้มันยากเอง

25 เมษายน 2562 ผมกลับมาไต้หวันเป็นครั้งที่สาม การมาไต้หวันรอบนี้ห่างจากครั้งที่แล้วประมาณสามเดือน ซึ่งการมาไต้หวันรอบนี้มีสถานที่หนึ่งที่ตั้งใจจะมานั่นก็คือ

ทะเลสาบสุริยันจันทรา




ทะเลสาบสุริยันจันทรา หรือ Sun Moon Lake เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน ตั้งอยู่ในเทศมณฑลหนานโถว ประเทศไต้หวัน เหตุที่ชื่อสุริยันจันทรา เนื่องจากตัวทะเลสาบนี้ประกอบไปด้วยสองส่วน โดยสองส่วนมีรูปร่างคล้ายคลึงกับพระอาทิตย์และพระจันทร์ โดยมีเกาะลาลูคั่นกลางทำให้ดูเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ภายหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ในไต้หวันเมื่อปี 2542 ทำให้เกาะดังกล่าวมีขนาดเล็กลง นอกจากนี้ หากไปดูในเว็บกูเกิ้ลแมปจะเห็นว่า ตัวทะเลสาบนี้ตั้งอยู่กึ่งกลางของเกาะไต้หวันแบบพอดิบพอดีอีกด้วย

โอเคครับ บรีฟกันมาพอสมควรแล้ว ผมขอเข้าประเด็นเลยดีกว่า

หลายๆคนเวลาไปซันมูนเลค จากการสำรวจของผมในเว็บรีวิวต่างๆมักจะไปกันด้วยรถไฟความเร็วสูงจากไทเปไปลงที่ไถจงแล้วต่อด้วยรถบัส แต่ผมมีความคิดว่า

1. ราคาแพงไป (งกนั่นเอง) รถไฟความเร็วสูงเที่ยวเดียวราคา 700NT ขณะที่รถบัสเที่ยวเดียวราคา 460NT
2. ตั้งใจจองรถบัสเพราะรถบัสใช้เวลานานกว่า(อยากนอน) ถ้านั่งรถไฟความเร็วสูงไปไถจงใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเศษ ต่อรถบัสมาที่หนานโถวใช้เวลาไม่เกินสองชั่วโมง แต่รถบัสจากไทเปใช้เวลาเกือบสี่ชั่วโมง ผมไม่ค่อยได้นอนตอนนั่งเครื่องบิน เลยตั้งใจจะจองรถบัสเพื่อที่จะนอนในรถบัส

แต่สุดท้ายก็ไม่ได้นอน....ปั๊ดโธ่!!!

หลังจากผมลงจากรถบัสบริษัทกั๋วกวงที่สถานีรถไฟไทเป ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมของไต้หวัน ผมต้องแบกเป้สองใบ น้ำหนักร่วมสิบกิโลอย่างทุลักทุเลไปไปที่สถานีขนส่งไทเป ซึ่งอยู่ด้านหลังของสถานีรถไฟ

ในบริเวณนี้นอกจากจะมีสถานีรถไฟแล้ว ยังมีสถานีรถไฟใต้ดิน สถานีรถไฟด่วนสนามบิน และสถานีขนส่ง โดยรถบัสกั๋วกวงจะจอดบริเวณหน้าท่ารถบัสของบริษัท(ท่ารถบัสที่ไปสนามบินกับสถานีขนส่งอยู่คนละที่กัน)

วิธีไปก็คือเดินข้ามถนนเลย หรือ เดินลงไปในสถานีรถไฟ แล้วเดินตามทางเดินใต้ดิน ซึ่งผมเลือกวิธีที่สองครับ



จากรูปจะเห็นป้ายเขียนว่า Taipei Bus Station เดินตามป้ายนี้มาเลยครับ ไม่ยากๆ

เมื่อเดินมาจะเจอสถานีรถบัสแบบนี้


เข้าไปข้างในก็จะคล้ายๆกับสถานีรถบัสทั่วๆไป แต่ดูดีกว่าบขส.บ้านเราอยู่ครับ


ร้านค้ามีเยอะนะ แต่หลายร้านยังไม่เปิด ก็มี Hi-Life หนึ่งในร้านสะดวกซื้อยอดนิยมของไต้หวันนี่แหละที่เปิดให้บริการอยู่

ตอนแรกที่ผมไป ผมก็พยายามมองหาป้ายคำว่าซันมูนเลค เพราะนึกว่ามันจะโชว์เป็นป้ายขึ้นมาเลย ก็เลยมองหาแต่ป้ายซันมูนเลค มองไปทางไหนก็หาไม่เจอ ผมนี่เดินวนเป็นเดินจงกรมเลย สุดท้ายด้วยความเหนื่อย ผมเลยเปิดกูเกิ้ลหาเอา(ซึ่งมันควรทำตั้งแต่แรกมั้ย?) จึงพบว่า ให้ไปซื้อตั๋วที่ช่องบริษัท King Bus ช่องหมายเลข 26-30 พอผมไปถึงมันมีป้ายขึ้นว่าซันมูนเลคจริง แต่ด้วยความที่มันเป็นป้ายบนจอทีวี ป้ายก็เลยเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา



เดินเลยร้าน Hi-Life มาหน่อยก็จะเจอกับช่องขายตั๋วเต็มไปหมดแบบนี้


ถ้าจะไปซันมูนเลคก็เลือกซื้อตั๋วช่องของบริษัท King Bus หรือกั๋วกวงนั่นแหละ ช่องหมายเลข 26-30 เท่านั้นนะครับ ราคาตั๋ว 260NT หรือประมาณ 270 บาท รถบัสออกเวลา 10.00น.


ได้ตั๋วมาแล้วก็ขึ้นไปชั้นสองได้เลยครับ ตัวอาคารสถานีขนส่งไทเป ชั้นล่างจะเป็นที่จำหน่ายตั๋วและร้านค้า ส่วนชั้น 2-4 จะเป็นที่รอรถบัสครับ

แล้วตัวเองก็วุ่นอีก ตอนซื้อตั๋ว ผมได้ยินว่า โฟร์ วัน โฟร์ อะไรซักอย่าง แล้วในตั๋วมีเลข 14 ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นชั้นสี่ประตูสิบสี่ แต่พอไปถึงที่ประตู มันไม่ใช่บริษัทรถบัสที่เราซื้อตั๋ว แถมยังไปคนละทางอีก เอาอีกแล้วครับ เดินวนหากันอีกรอบ แล้วสไตล์ผม ไม่จนมุม ไม่พูด ไม่ถาม ปากหนัก ต้องหาเองให้เจอก่อน แต่ยิ่งเดินก็ยิ่งงง คือชั้น 4 มันก็ไม่ใหญ่หรอกครับ แต่เดินวนมันไปเรื่อย แถมพอดูเวลาเหลืออีก 30 นาที กลัวตัวเองจะตกรถ เพราะเพิ่งฟาดเคราะห์ตกเครื่องมาหมาดๆ สุดท้ายเลยเดินไปถามเจ้าหน้าที่ ถึงได้รู้ว่า

มารอผิดชั้น ความจริงต้องรอที่ชั้นสอง ไม่ใช่ชั้นสี่

พอลงมาชั้นสอง ประตู 14 เท่านั้นแหละครับ เหมือนขึ้นสวรรค์ 5555 เจอแล้ววววว ประตูบอกชื่อบริษัท King Bus พร้อมกับปลายทาง


รอได้สักพัก เจ้าหน้าที่ก็มาเรียกขึ้นรถ


อันนี้รูปภายในรถ เสียดายไม่ได้ถ่ายตัวรถมา ผมได้นั่งฝั่งเบาะหนึ่งคน บอกเลยสบายสุดๆ ในรถคันนี้มีห้องน้ำนะครับ เข้าได้ไม่ลำบาก และด้านข้างเบาะทุกที่นั่งมีที่เสียบ USB ไว้ชาร์จไฟโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต

ผมเคยตั้งข้อสังเกตหลายครั้งว่า ที่ไต้หวันนั้นให้ความสะดวกกับประชาชนมาก เพราะสังคมสมัยนี้คนเป็นทาสโทรศัพท์ ทาสแท็บเล็ต ผมเห็นว่าตามสถานที่สาธารณะที่นี่ทุกแห่ง ต้องมีที่ชาร์จ USB ให้ประชาชนได้ใช้งานได้ แถมที่ชาร์จในรถยังชาร์จได้เร็วอีกต่างหาก

ระหว่างนั่งรถ จากทีแรกตั้งใจว่าจะนอน แต่ความตื่นเต้นมันครอบงำ เลยแทบไม่ได้นอนเลย



ทางที่ผ่านส่วนใหญ่จะเป็นป่าเป็นเขา คงเป็นเพราะไต้หวันพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา มีผ่านอุโมงค์บ้างเป็นระยะๆ ที่รู้สึกดีใจคือ มาไต้หวันครั้งไหนฟ้าไม่เป็นใจเลยซักครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นท้องฟ้าใสขนาดนี้ เหมือนเป็นสัญญาณว่าทริปนี้น่าจะเป็นทริปที่ดี

กิจกรรมที่ทำระหว่างอยู่บนรถ นอกจากนั่งฟังเพลง ซึ่งการเดินทางรอบนี้ เพื่อให้ได้ฟีลลิ่งว่าอยู่ไต้หวัน เลยเปิดเพลงไต้หวันฟังมันซะเลย ฟังไม่ออกแหละ (อีกไม่นานคงฟังออกเพราะตอนนี้กำลังเรียนจีนอยู่) แต่ก็ฟัง อีกกิจกรรมหนึ่งคือพยายามดูป้ายภาษาจีน แล้วหาว่ามีคำไหนที่ตัวเองอ่านออกบ้าง ก็พบว่า ป้ายส่วนใหญ่ที่ผ่านตาผม ทุกป้ายจะต้องมีคำที่ผมอ่านออกอย่างน้อย 1 ตัว เลยรู้สึกว่าที่เรียนๆไปเริ่มเห็นผลแล้ว มากสุดอ่านออก 4 ตัวในหนึ่งป้าย เพราะก่อนหน้านี้ผมอ่านไม่ออกซักตัว แต่ตอนนี้ผมเริ่มอ่านออกบ้างแล้ว ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีการอ่านที่ผมใช้มาตั้งแต่เด็ก ทุกวันนี้เวลาเจอป้ายภาษาจีนต้องยืนมองแล้วหาว่ามีคำไหนบ้างที่ตัวเองอ่านออก

รถมาจอดที่ Shuishe Visitor Center ตอนประมาณ 13.25 ใช้เวลาไม่ถึงสี่ชั่วโมงตามที่เคยอ่านในกระทู้ต่างๆ เมื่อมาถึงก็จะมีบรรดาคนขายทริปทัวร์ต่างๆมายืนกันเต็มหน้าประตูรถ ตัวผมลงมาแล้วไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินไปเช็คอินที่โรงแรมเลย 55555


อันนี้เป็นบริเวณรอบๆ Shuishe จะมีร้านให้เช่าจักรยาน โรงแรม และร้านอาหารต่างๆเต็มไปหมด จากตรงนี้เลยไปอีกนิดเดียวก็จะเป็นท่าเรือ Shuishe สามารถนั่งเรือข้ามฝั่งทะเลสาบไปยังฝั่ง Ita Thao แล้วเดินช็อปปิ้งตามร้านค้าต่างๆได้หรือจะไปขึ้นกระเช้าไปเที่ยวบนเขาก็ได้ สำหรับตั๋วเรือต่างๆนั้นจะมีขายอยู่ที่ Shuishe Visitor Center หรือตามโรงแรมต่างๆก็มีขาย ของผมซื้อตั๋วเรือแบบ Day Pass ราคา 100NT ส่วนตัวผมว่า ไม่ค่อยมีอะไรหรอก หมายถึงกิจกรรมให้ทำนะ แต่แค่ไปดูทะเลสาบผมว่าก็โอเคแล้ว เดี๋ยววันพรุ่งนี้ผมจะปั่นจักรยานตามเส้นทางในซันมูนเลค ถ้าขยันพอจะเอามาเขียนบล็อกแชร์กันอีกครับ....


วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

Grindsize...ไปเพราะอยาก ไม่อยากก็ไม่ไป

"ราคา 100 บาท แต่เห็นว่าเดินมา ลดให้ 20 บาท"

วันนี้ 23 กุมภาพันธ์ 2562 ผมได้มีโอกาสไปร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ย่านใจกลางกรุงเทพ นั่นคือร้าน Grindsize Bangkok ร้านกาแฟของพี่เซน ฌาณวิทย์ ไชยศิริวงศ์ ผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ ที่น่าจะต้องมีคนรู้จักบ้างแหละ 55555 (โดนพี่เซนเล่นแน่กู ขอโทษนะค้าบบบบ)




ก่อนอื่นขอเล่าที่มาที่ไปว่าทำไมผมถึงไปร้านกาแฟร้านนี้ก่อน เนื่องด้วยผมทำงานอยู่สถานีโทรทัศน์บลูสกาย ซึ่งพี่เซนก็มาอ่านข่าวที่นี่ และด้วยอัธยาศัยที่ดีของพี่เซน ก็เลยทำให้รู้ว่าพี่เซนมีร้านกาแฟเป็นของตัวเอง ก็เลยมีความตั้งใจเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะต้องไปขอเนียนกินฟรีลองกินสักครั้งให้ได้

และในวันนี้เป็นวันเสาร์ เป็นวันที่ผมมาทำงาน (ทำงานหกวันก็ต้องทำใจ TT) หลังรายการข่าวเช้าเสร็จ ก็มีเวลาว่างสองชั่วโมง จะทำอะไรดีล่ะ แล้วภาพร้านกาแฟพี่เซนก็แว้บขึ้นมาบนหัว เหมือนดังหลอดไฟที่ปิ๊งขึ้นมาแแบบในการ์ตูน

ว่าแล้วก็ไปถล่มร้านพี่เซนดีกว่า...




ร้าน Grindsize ตั้งอยู่ใน Shinsen Fish Market ซอยสุขุมวิท 39 วิธีการเดินทางก็ง่ายมากครับ แค่เดินจากออฟฟิศของผมที่ตึกกรุงเทพทาวเวอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เดินตรงมาเรื่อยจนถึงตึกอิตัลไทย (ของเสี่ยเปรมชัยอ่ะ) แล้วเลี้ยวซ้ายข้ามสะพานข้ามคลองแสนแสบจากนั้นก็ตรงแหน่วเลย Shinsen Fish Market จะอยู่ซ้ายมือ แล้วร้านของพี่เซน (จากนี้ขอเรียกว่าร้านพี่เซนนะ) จะอยู่ข้างหน้าเลยครัช เห็นง่ายมากกกกก

พอดีรูปหน้าร้านไม่ได้ถ่ายไว้เลย เสียดายมากกกกก

ส่วนคนอื่นจะเดินทางยังไง ก็แล้วแต่ท่านแล้วกัน ฮ่าๆๆๆ

เมื่อมาถึงก็เจอหมาสองตัววิ่งมาต้อนรับเลย ตอนแรกก็ตกใจเพราะไม่ทันตั้งตัว หมาสองตัวเป็นหมาของลูกค้าที่ร้าน ขี้เล่นสุดๆ

หมาหนึ่งในสองตัวที่มาต้อนรับ

ด้วยความที่ไม่ใช่คนทานกาแฟ เลยสั่งโกโก้ของร้านมากินแทน

เมนูของทางร้าน ราคาตามมาตรฐานและทำเลครับ

ระหว่างรอพี่เซนทำโกโก้ให้นั้น ก็ลองเดินวนดูร้านไปเรื่อย ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนที่มีต่อมเสือกประมาณหนึ่ง ก็ไปอ่านเรื่องราวของร้านพี่เซนมาบ้างแล้วก็นึกภาพว่าร้านพี่เซนน่าจะเป็นร้านที่เหมือนกับร้านกาแฟตามห้างที่ผมเคยเจอ แบบว่าร้านใหญ่ มีเมนูมาตรฐาน มีพนักงาน 2-3 คน ลูกค้ามาก็นั่งดื่มกาแฟไป ไถไอแพดไป แล้วก็จ่ายเงินกลับบ้าน คิดแค่นั้นจริงๆ

ภายในร้านนอกจากเก้าอี้กับโต๊ะแล้ว (แล้วจะพิมพ์ไปทำไม) ก็เห็นมีของขายอื่นๆด้วย เช่น หมวก, หลอดกาแฟ, ข้าว เป็นต้น






จากนั้นก็ไม่นานได้โกโก้มากินกันซักที




ด้วยความอยาก ความรีบ หรือว่าโง่ก็ไม่รู้ ได้โกโก้มาปุ๊บก็ดูดจ๊วบทันที พอดูดไปอึกแรกก็คิดในใจว่า "อืม...นี่โกโก้ร้านพี่เซนนี่มันเข้มข้นจริงๆนะ ขมเลย" ไม่มั่นใจดูดอีกครั้งที่สอง "อืม...นี่มันโกโก้ขนานแท้เลยนะ สงสัยเทรนด์โลว์ชูการ์กำลังมาแรง" พอจะดูดอีกทีก็สังเกตว่า ทำไมแก้วโกโก้ที่เราได้มันมีสองสีนะ เลยลองคนๆดู แล้วก็ดูดดดดดด

"อืม...โง่เอง ไม่ยอมคนก่อน ปั๊ดโธ่!!!"

ระหว่างที่ดูดโกโก้ไปนั้น ก็เห็นมีลูกค้าเข้ามาประปราย สิ่งที่ผมสังเกตคือ มีความรู้สึกว่าพี่เซนให้ความเป็นกันเองกับลูกค้ามาก ดูแล้วน่าจะใช้บริการบ่อยจนมีความสนิทสนมกัน บางคนนี่นั่งคุยกับพี่เซนนานๆเลยก็มี

หลังจากนั้นก็ได้คุยกับพี่เซน ซึ่งพี่แกมานั่งคุยกันบนโต๊ะเลยทีเดียว จากการคุยกับพี่เซนทำให้รู้ว่า พี่เซนงกทำร้านคนเดียว ไม่มีลูกจ้าง และได้เล่าอะไรให้ฟังอีกหลายอย่าง เอาเท่าที่จำได้ พี่เซนบอกว่า แค่งานผู้ประกาศก็พอเลี้ยงตัวได้แล้ว แต่ที่ทำร้านกาแฟนี่อยากให้เป็นเหมือนศูนย์กลางของชุมชน เป็นที่ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ เฮ้ย...ธุรกิจเป็นไงมั่ง ไปเมืองนอกเป็นไง อะไรประมาณนั้น เรื่องการทำเป็นธุรกิจ หรือเปิดเฟรนไชส์เป็นเรื่องรอง และอีกสารพัดไอเดียของพี่เซน ซึ่งผมยอมรับเลยว่าลืมเห็นด้วยและเปิดมุมมองใหม่เลยทีเดียว เพราะมีช่วงหนึ่งเทรนด์ร้านกาแฟดังมาก บรรดามนุษย์เงินเดือนทั้งหลายที่อยากเจ๊งด้วยมือของตัวเองมีธุรกิจเป็นของตัวเอง มักจะมองธุรกิจร้านกาแฟเป็นอันดับต้นๆ

เปิดร้านกาแฟเพราะใจรัก น่าจะเป็นเป้าหมายหลักของพี่เซน

แล้วก็ตรงไปจ่ายเงิน พี่เซนบอกว่า "ราคา 100 บาท แต่เห็นว่าเดินมา ลดให้ 20 บาท"

ประทับใจไปอีก

ที่ประทับใจก็เพราะ ผมไม่คิดว่าพี่แกจะลดราคาให้ผม และผมเองก็อยากจ่ายเต็ม ไม่อยากให้พี่เซนเกรงใจ ต้องขอบคุณพี่เซนมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะครับ

สุดท้าย พี่เซนก็ถือโอกาสพาผมติดรถมอเตอร์ไซค์แล้วขับมาส่งที่ออฟฟิศ ระหว่างซ้อนมอเตอร์ไซค์พี่เซนบอกว่า ร้านกาแฟมันไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ ร้านกาแฟมันเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่นในอังกฤษการเปลี่ยนแปลงก็เกิดจากคนที่มานั่งจิบกาแฟแล้วก็โสเหล่พูดคุยถึงเรื่องราวบ้านเมือง วิพากษ์วิจารณ์แล้วจับกลุ่มกัน แล้วนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง

การไปกินโกโก้วันนี้ มันไม่ใช่แค่การได้กินโกโก้หนึ่งแก้วแล้วกลับ แต่ได้รู้ถึงความคิดและมุมมองของเจ้าของร้าน ที่มากกว่าแค่การเปิดร้านกาแฟแล้วขายเพื่อเอาเงินมาหมุนในธุรกิจ 

ร้าน Grindsize Bangkok เปิด จันทร์-ศุกร์ 09.00-13.00, 15.00-18.00 (13.00-15.00 มาจัดรายการกับพวกเอ็งไง พี่เซนบอกไว้) เสาร์-อาทิตย์ 09.00-18.00

ปล. นี่คือครั้งแรกที่ผมเขียนเกี่ยวกับร้านกาแฟ ผมไม่ใช่คนที่บ้ากาแฟ หรือคลั่งกับการกินแฟ ทั้งหมดเป็นมุมมองส่วนตัวของผม ที่ประทับใจคอนเซปท์ของร้านและอยากแชร์ให้อ่านกัน...





วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

[รีวิว] กระติกน้ำ AVEX Freeflow

กระติกน้ำยี่ห้อ AVEX รุ่น Freeflow นี้ผมไปซื้อมาจากร้าน Thailand Outdoor Shop แถวเหม่งจ๋าย เป็นกระติกน้ำสแตนเลสสตีลแบบแบบสองชั้น

ที่ซื้อกระติกน้ำยี่ห้อนี้เพราะดูรีวิวมานาน ยั่วกิเลสอยากซื้อมานาน แล้วอยากได้กระติกน้ำที่มีความจุเยอะหน่อย จะได้ไม่ต้องเทียวเดินไปเติมน้ำหลายรอบ

กระติกน้ำนี้เป็นกระติกน้ำที่ถูกออกแบบมาสำหรับใช้ทั้งเวลาเดินทางเอาท์ดอร์เป็นหลัก 


ความจริงซื้อกระติกมาได้ซักพักแล้ว แต่อยากเอามาอัพผ่านบล็อกอีกครั้ง


อันนี้ภาพที่ถ่ายจากร้าน พี่คนขายเขาบอกว่า ความจริงอันนี้พนักงานจองแล้วแต่หักคอมาขายให้น้องให้เขาไปซื้อที่สาขาอื่นแทน เลยบอกฝากขอโทษพี่พนักงานด้วย T T


กลับมาบ้านมามาดูรูปเต็มๆ อันนี้เป็นกระติกขนาดความจุ
1,200ml ใส่น้ำกันเต็มที่เลย


เจ้าตัว AVEX รุ่นนี้ออกแบบเป็น unfinished stainless หรือสแตนเลสที่ยังทำไม่เสร็
จ มันก็เลยดูเก่าๆ ความจริงไม่ได้เก่า แต่เป็นที่ดีไซน์ต่างหาก


กระติกนี้บอกสเปคว่าเก็บความร้อนได้ 12 ชั่วโมง เก็บความเย็นได้ 34 ชั่วโมง 


มีโลโก้ AVEX อยู่บนฝากระติกดูเท่มากๆ


อันนี้คือปุ่มที่เอาไว้ใช้เวลากดเพื่อเปิดน้ำออก เมื่อเปิดฝาจะมีลิ้นกันน้ำออกคอยกั้นอยู่ ต้องกดปุ่มนี้เพื่อให้น้ำไหลออกมา


ฝาครอบลิ้นเปิดน้ำ เมื่อเปิดฝาจะเจอลิ้นกันน้ำออก ต้องกดปุ่มที่อยู่ด้านหลังเพื่อให้น้ำออก เป็นการออกแบบมาเพื่อกันน้ำรั่วออกจากกระติกโดยเฉพาะ


นอกจากมีปุ่มที่เอาไว้เซฟลิ้นกันน้ำออกแล้ว ยังมีปุ่มเล็กๆไว้"เซฟปุ่มเปิดน้ำ"อีกทีหนึ่ง หากกลัวว่าเอาใส่รวมกับของอื่นๆในเป้ แล้วกลัวว่าจะมีของไปกระแทกปุ่มทำให้น้ำรั่วออกมา ถ้ากดปุ่มนี้ลงไปปุ่มเปิดน้ำจะกดไม่ได้


ด้านใต้กระติกออกแบบเป็นพื้นยาง สำหรับกันลื่นโดยเฉพาะ


ทดสอบด้วยการวางบนรถเมล์สาย 36ก ที่แล่นด้วยความเร็ว กระติกไม่ล้มแม้แต่นิดเดียว


ลองเทน้ำให้ดู น้ำไม่ออกหากไม่กดปุ่ม


แต่พอกดปุ่มปั๊บ น้ำออกทันที


ตัวฝากระติกสามารถทำความสะอาดได้ รวมถึงลิ้นเปิดปิดน้ำ ก็ดึงออกแล้วทำความสะอาดได้เช่นกัน

สำหรับเจ้ากระติกน้ำ AVEX รุ่นนี้ยังสามารถใช้กับบรรดาเครื่องกรองน้ำพกพาทั้งหลายได้ด้วย และเหมาะแก่การพกน้ำสำหรับเดินทางไกล ด้วยความจุที่มากและการเก็บอุณหภูมิร้อน-เย็น สนนราคาอยู่ที่ 1,550 บาท หาซื้อได้ที่ร้าน Thailandoutdoor Shop ย่านเหม่งจ๋ายได้เลยครับ