วันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

นั่งรถไฟฟรีไปลพบุรี เหนื่อยมาก ร้อนมาก

ผมได้มีโอกาสเดินทางไปที่จังหวัดลพบุรีเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2560 แต่ว่ามาเขียนช้าไปอาทิตย์กว่าๆเพราะว่าช่วงที่ผ่านมา มีเรื่องเยอะโดยเฉพาะเรื่องเรียน เลยไม่ได้มาเขียนแบบทันทีทันใด

DSCF0159

หลังจากที่ผมกลับมาจากอุบลราชธานี ด้วยรถไฟขบวนใหม่"อีสานวัตนา"ที่มีความเพรียบพร้อมในสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ถัดมาเพียงสองสัปดาห์ผมก็ได้มีโอกาสขึ้นรถไฟอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นรถไฟฟรีครับ สาเหตุที่ได้มีโอกาสไปที่ลพบุรีนี้ ผมไม่ได้ไปเที่ยวนะครับ ทั้งๆที่ใจอยากจะเที่ยวมากก็ตาม แต่จุดประสงค์หลักคือไปแสดงความยินดีกับ"พี่ตั๊บโต้" พี่ชายที่สนิทกันมาแต่เด็ก พี่เขาเรียนนายสิบอยู่ที่นี่ แล้ววันนั้นคือวันสำเร็จการศึกษา และติดยศเป็นนายสิบตรีครับ เลยมีโอกาสได้ไปที่นี่

ทริปนี้เราเริ่มต้นแต่เช้าครับ ผมตื่นมาตีสามครึ่ง ออกจากบ้าน เพื่อให้ทันรถไฟชานเมืองในเวลา 04.47น. นั่งแท็กซี่จากบ้านใช้เวลาไม่นานก็ถึงสถานีรถไฟบางเขน แล้วสิ่งที่เจอก็คือ

18010964_10211097945358968_2517734289321654531_n

ช่องจำหน่ายตั๋วปิด ไอ้เราก็งานเข้าสิ ตีสี่รถออกตีสี่สี่สิบเจ็ด ที่ขายตั๋วไม่เปิด แล้วตรูจะได้ขึ้นรถมั้ย ก่อนอื่นบอกก่อนว่า การซื้อตั๋วรถไฟ(ในกรณีที่เสียเงิน)หรือรับตั๋วรถไฟ(ในกรณีเป็นรถไฟฟรี) จะต้องใช้บัตรประชาชนในการยืนยันตัวตน แล้วเจ้าหน้าที่ถึงจะออกตั๋ว แต่ๆๆ มันไม่มีเจ้าหน้าที่ไง ก็เดินไปถามพี่ รปภ. พี่แกบอกว่า "รถไปลพบุรีหยิบตั๋วที่โต๊ะได้เลย"

18156902_10211097945838980_2405901728451992069_n

สรุปคือพี่แกปริ้นตั๋วรถไฟฟรีเป็นตั้ง ใส่ไว้หน้าเคาท์เตอร์เลย อยากไปก็มาหยิบ ไปกี่คนก็หยิบตามจำนวนคนเลย แบบนี้ก็ได้ใช่มั้ย 55555 งี้แหละครัช แบบไทยๆ ฝรั่งมันคิดไม่ออกหรอก ทำแบบนี้เนี่ย เจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องตื่นมาตีสามตีสี่ คนจะไปก็สะดวกหยิบตั๋วแล้วไปเลย เป็นสไตล์ pick&ride

DSCF0086

ได้ตั๋วมาแล้วครับ รถไฟชานเมืองขบวนที่ 303 ถึงสถานีลพบุรีเวลา 07.06น. ปริ้นออกมาไม่ตรงช่องอีกต่างหาก

DSCF0083

ทริปนี้ไม่ได้ไปคนเดียว มีน้องพี่ตั๊บโต้ซึ่งเป็นคนชวนผมไปด้วยกัน ตอนนี้คือตอนที่มันกำลังเล่นมือถือ รอรถไฟอยู่บนชานชาลาที่หนึ่ง

DSCF0080.JPG

สถานีรถไฟบางเขนเป็นสถานีรถไฟอีกแห่งหนึ่งที่ผูกพันกับผมเช่นกัน สถานีนี้ถ้าเทียบแล้วก็ไม่ใช่สถานี้ใหญ่มากนัก(รถสปินเตอร์ไม่จอด) ตัวอาคารเมื่อก่อนมีสองอาคารคือชานชาลาที่สอง คือชานชาลาที่ติดกับถนนวิภาวดีรังสิต ส่วนชานชาลาที่หนึ่ง คือชานชาลาในรูปเมื่อสักครู่ เมื่อก่อนตรงนั้นจะมีอาคารหลัก แล้วก็ที่ทำการสถานี เซเว่น ห้องน้ำต่างๆจะอยู่ในชานชาลานี้หมด แต่พอมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง อาคารสถานีหลักก็ถูกรื้อ เหลือแต่ตรงชานชาลาที่สองในรูปข้างบนนี้ ส่วนสำนักงานต่างๆก็ย้ายไปอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ จนกว่ารถไฟฟ้าสายสีแดงจะเสร็จ

DSCF0089

ตอนเช้าๆแบบนี้ก็มีคนมารอขึ้นรถไฟเหมือนกันนะ

DSCF0093

และแล้วรถไฟชานเมือง ขบวนที่ 303 ก็มาถึงสถานีบางเขนครับ มาดูกันว่าเราจะเจออะไรบ้าง

DSCF0094

ภายในตู้โดยสาร

DSCF0100

ห่วงจับ

DSCF0105

อันนี้ก็ที่ให้จับ

DSCF0103

ป้ายบอกเลขที่นั่ง ริมทางเดิน หรือจะริมหน้าต่าง สำหรับรถไฟฟรีก็แล้วแต่เราเลย อยากนั่งตรงไหนนั่ง ใครใคร่นั่งนั่ง ใครใคร่ยืนยืน

DSCF0101

ภายในอีกซักรูป จะเห็นว่าตู้นี้ตอนเช้าโล่งมากๆ

DSCF0106

หรือจะยืดขานอนแบบพี่เขาก็ตามสบายนะ

DSCF0109

รถผ่านสถานีคลองพุทรา

DSCF0126

มาเช้าที่สถานีอยุธยา

DSCF0132

นั่งริมหน้าต่าง แล้วมองตามทางไปเรื่อยๆ นึกถึงตอนเด็กที่นั่งรถไฟกับป๊ามากเลย

DSCF0142

ถึงจะเป็นรถไฟฟรี แต่ก็มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจตั๋วนะครับ

DSCF0152

DSCF0149

จะสถานีเล็ก หรือป้ายหยุดรถ รถชานเมืองจอดหมดครับ แต่ก่อนตอนเด็กๆก็งงว่าทำไมสถานีบางสถานีมันอยู่กลางป่ากลางเขา บางสถานีไม่มีอาคาร(ป้ายหยุดรถ)แล้วมันมีคนขึ้นเหรอ คำตอบคือมีนะครับ แล้วสถานีเหล่านี้ก็มีความสำคัญกับคนท้องถิ่นด้วย อันนี้ถือเป็นคุณูประการหนึ่งของการรถไฟเลยทีเดียว

DSCF0154

พระอาทิตย์ขึ้นที่สถานีชุมทางบ้านภาชี สถานีชุมทางบ้านภาชีคือสถานีรถไฟที่เป็นทางแยก ระหว่างสายอีสานและสายเหนือ

DSCF0158

รางที่อยู่ริมด้านในคือเส้นที่ไปอีสาน

DSCF0161

แม้พระอาทิตย์จะขึ้นแล้ว แต่มันก็ยังหลับอยู่ 5555555

DSCF0167

จากอยุธยา คนเริ่มขึ้นรถไฟเยอะขึ้น

DSCF0164

ข้างทางรถไฟสายอีสานสายเหนือไม่ต่างกันครับ ทุ่งนาซะมาก

DSCF0171

และแล้วก็ถึงสถานีลพบุรี สิ่งแรกที่ทำหลังจากลงจากรถคือ ดูนาฬิกาครับ มาเช็คกันว่ารถไฟตรงเวลาหรือไม่ ปรากฎว่า ตรงนะครับ ผมมองว่ารถที่ออกเช้า กับรถที่ออกจากสถานีรถไฟต่างจังหวัด รถจะค่อนข้างตรงเวลา เมื่อเทียบกับรถไฟที่ออกในช่วงเวลาไพรม์ไทม์

หลังจากที่มาถึง ก็ไปร่วมกิจกรรมวันติดยศของพี่ตั๊บโต้ที่โรงพยาบาลอานันทมหิดล ตั้งแต่เช้ายันเย็น โดยถือโอกาสเป็นช่างภาพให้พี่เขา

DSCF0271

DSCF0241

DSCF0273

หลังจากเจอแดดทั้งวัน ร้อน เหนื่อย หิว(เพราะข้าวไม่กินเลย) ก็ถึงเวลากลับบ้านซึ่งผมก็กลับโดยรถไฟฟรีเหมือนเดิมครับ แต่เหนื่อยมาก เลยไม่ได้ถ่ายรูปอะไรไว้ แต่ก่อนจะกลับก็ได้มีโอกาสถ่ายรูปบริเวณสถานีรถไฟลพบุรี เลยจะเอารูปมาฝากกันครับ

DSCF0289

สถานีลพบุรีเป็นสถานีที่ตั้งอยู่ในใจกลางเมือง ห่างจากสถานที่ประวัติศาสตร์ไม่ไกลนัก เช่น พระปรางค์สามยอด, ศาลพระกาฬ ตรงข้ามกับสถานีก็เป็นวัดพระศรีมหาธาตุ สังเกตุคือ ตัวอาคารของสถานีนั้นคล้ายกับอาคารของสถานีอุบลราชธานีมาก

DSCF0291

สถานีรถไฟมักจะคู่กับหัวรถจักรไอน้ำ อยู่คู่กันเสมอ

DSCF0173

วัดพระศรีมหาธาตุ ออกมาหน้าสถานีรถไฟก็เจอเลย

DSCF0294

บริเวณโดยรอบสถานีรถไฟ เป็นย่านการค้า(มั้ง) มีรถตู้จอดรอรับลูกค้า

DSCF0172

ด้านหน้าสถานีในมุมเฉียง

DSCF0280

บริเวณทางเข้าสถานี

DSCF0282

ห้องโถงภายในสถานี

DSCF0283

จุดจำหน่ายตั๋ว

DSCF0288

เมื่อเราเดินเข้ามาในตัวสถานี หันไปทางซ้ายจะเจอกับร้านค้า ทางขวาจะเป็นที่จำหน่ายตั๋ว แล้วเราเดินออกมาก็จะเป็นชานชาลา

DSCF0287

ป้ายนี้บอกชัดเจนว่าสถานีลพบุรีคือส่วนหนึ่งของเส้นทางสายเหนือ

DSCF0285.JPG

ชานชาลาที่หนึ่ง

DSCF0297.JPG

ป้ายประเพณีของสถานีลพบุรี

DSCF0301.JPG

เดินมาเรื่อยๆจนสุดชานชาลาที่สอง สิ่งที่พบเห็นระหว่างการเดินถ่ายรูปคือ ช่วงที่ผมเดินทางกลับคือช่วงเย็น ผมเริ่มเห็นหลายคน เดินออกกำลังกายบนชานชาลาสถานี ด้วยความที่สถานีนี้ชานชาลามันยาวมาก การมาออกกำลังกายก็เลยได้เป็นผลพลอดได้ไปด้วย เห็นมั้ยว่าสถานีรถไฟบ้านเรามันไม่ใช่แค่ที่รับส่งผู้โดยสารอย่างเดียว มันเป็นที่ออกกำลังก็ได้ด้วยนาาาาา

DSCF0303.JPG

จากสุดแนวชานชาลา หันหลังกลับไปทางขวามือของภาพ ก็จะเห็นเป็นซากโบราณสถานตั้งอยู่ ตอนถ่ายก็ไม่รู้ถ่ายงงๆไป พอมาค้นอีกที ซากนี้คือโบราณสถานวัดนครโกษา

สุดท้ายอยากจะบอกว่า ลพบุรีเอง ถ้ามาเที่ยวทางรถไฟก็เที่ยวง่ายนะ ลงรถมา ก็เจอซากโบราณสถานเลย ถ้าได้ปั่นจักรยานเที่ยวด้วยก็ดี แต่อากาศกลางวันร้อนมาก มาครั้งนี้ผมไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนเลย ก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปสถานที่ท่องเที่ยวมาฝาก

ปล. รถไฟชานเมืองบ้านเรา ถ้าเทียบกับมาเลเซียก็คือ KTM Komuter ปัจจุบันรถชานเมืองมาเลย์นี้วิ่งเป็นรถไฟฟ้า(ที่เราจะทำสายสีแดงในตอนนี้) รถคอมมูเตอร์มาเลย์วิ่งจากกัวลาลัมเปอร์ไปเนอกรีเซมบิลัน ไปเปรัค แล้ววิ่งสายเหนือจากปีนังไปปาดังเบอซาร์ แล้วรถเขาออกเนี่ยออกถี่ มันทำให้การเดินทางออกนอกเมืองของคนมาเลย์เองค่อนข้างสะดวก ขณะที่บ้านเรา รถไฟชานเมืองวิ่งเช้าหนึ่งรอบเย็นหนึ่งรอบ ความจริงรถชานเมืองบ้านเราที่วิ่งในท้องถิ่นก็มีมาก มีผู้ใช้บริการก็มาก หากเราทำให้ดีเพิ่มเที่ยววิ่ง อาจจะไม่วิ่งทั้งวันแบบมาเลเซีย แต่อย่างน้อยเพิ่มเช้ากะเย็น ผมว่ามันจะช่วยดึงคนออกไปอยู่นอกเมืองมากขึ้นนะ คือรถสายสีแดงถึงรังสิตนี่ก็โออยู่แล้ว แต่ถ้ารถชานเมืองที่วิ่งไปลพบุรี สระบุรี โคราช หรือรถที่วิ่งในท้องถิ่น เช่น โคราช-อุบลแบบนี้ ถ้าเพิ่มรถเพิ่มเที่ยววิ่ง ผมว่ารถทัวร์สู้ไม่ได้

ว่าแล้วก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้นะครับ ผิดพลาดตรงไหนขออภัยด้วยครับ ไว้เจอกันใหม่ในโอกาสต่อไป จะพยายามหาเรื่องมาเขียนบล็อคเรื่อยๆครับ

DSCF0305.JPG

วันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

ครั้งแรกของผม กับรถไฟขบวน"อีสานวัตนา"

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ผมเองนั้นมีความผูกพันกับการนั่งรถไฟมาตั้งแต่เด็ก ป๊าพานั่งบ้าง แม่พานั่งบ้าง กระทั่งโตมาก็มีโอกาสได้นั่งรถไฟอีกหลายครั้ง กระทั่งหลังๆสายการบินต้นทุนต่ำเริ่มทำตลาด ราคาตั๋วที่พอๆกับการนั่งรถไฟ ทำให้หลายครั้งผมก็เปลี่ยนใจมานั่งเครื่องบินบ้าง เพราะความรวดเร็วของเวลา

กระทั่งเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมได้จองตั๋วรถไฟ เพื่อจะกลับอุบลราชธานีในช่วงสงกรานต์ ที่จองรถไฟก็เพราะเครื่องบินมันแพง 5555 ด้วยความที่ผมจองช้าไป(ขนาดจองต้นเดือนมีนานะเนี่ย) ขาไปได้นั่งรถไฟชั้นหนึ่ง แต่ขากลับผมก็ได้ถือโอกาสจองรถไฟนอนตู้ใหม่ ขบวน"อีสานวัตนา"ที่เป็นที่มาของรีวิวนี้แหละครับ

รถไฟขบวนอีสานวัตนา คือหนึ่งในโบกี้รถไฟที่การรถไฟแห่งประเทศไทยซื้อใหม่จำนวน 115 คันจากจีน โดยรถไฟขบวนนี้จะวิ่งจากสถานีกรุงเทพไปสู่สถานีปลายทางที่อุบลราชธานี(ขบวน 23) และจากสถานีอุบลราชธานีวิ่งล่องกลับมายังสถานีกรุงเทพ(ขบวน 24) ซึ่งผมได้นั่งขบวน 24 จากต้นทางอุบลราชธานีและลงที่สถานีบางเขนครับ

DSCF0039

เริ่มต้นจากที่นี่ครับ สถานีรถไฟอุบลราชธานี แม่ผมขับมอเตอร์ไซค์มาส่ง 5555 ออกจากบ้านหกโมงเย็น ถึงสถานีหกโมงครึ่ง รถไฟขบวนนี้ออกเวลาหนึ่งทุ่ม ดังนั้นมีเวลาถ่ายรูปพอควรครับ

DSCF0037

ป้ายหน้าสถานี มาไม่ผิดแน่ๆครับ

DSCF0040

บริเวณจุดจำหน่ายตั๋วภายในสถานีรถไฟ จะเห็นว่าที่นี่มีป้ายบอกสามภาษาคือ ไทย, อังกฤษ และลาว ขณะเดียวกันประชาสัมพันธ์ของสถานีรถไฟก็ประกาศเป็นสองภาษา ไทย-อังกฤษอีกด้วย เรียกได้ว่าสอดรับกับ AEC ขนาดหนักเลยก็ว่าได้

DSCF0036

จากจุดจำหน่ายตั๋ว เดินตรงมาก็จะเป็นชานชาลาสถานีรถไฟอุบลราชธานีครับ ที่นี่คุ้นกับผมมาก เพราะนั่งรถไปมาจากกรุงเทพตั้งแต่เด็ก บรรยากาศของการเดินทางเป็นบรรยากาศที่ชอบสุดๆ มันมีความรู้สึกตื่นเต้น อยากรู้อยากเห็น อะไรรอบตัวเรามันก็ทำเราประทับใจไปหมด

DSCF0035

ภาพชานชาลา ฝั่งซ้ายคือตัวอาคารสถานี ฝั่งขวาคือรถไฟขบวนใหม่ที่จอดรอผู้โดยสาร เพื่อเตรียมออกเดินทางห้าร้อยกว่ากิโลเมตรสู่เมืองหลวง ด้วยความที่วันที่ผมเดินทางนี้คือวันที่ 18 เมษายน 2560 เป็นวันเริ่มต้นทำงานหลังหยุดยาวเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ แต่ก็ยังมีผู้คนจำนวนมากที่รอเดินทางอยู่ สังเกตได้จากการประกาศของประชาสัมพันธ์ที่บอกว่า รถขบวนนั้นเต็มแล้ว รถขบวนนี้เต็มแล้ว

DSCF0034

ผมได้คันที่ 13 ต้องเดินมาเกือบท้ายขบวน ก็เดินมาเรื่อย

DSCF0041

หน้าประตูทางเข้า จะมีพนักงานประจำรถ ชาย-หญิง มาคอยยืนรอหน้าประตูเป็นระยะ จากการเล่าให้ฟังของพี่ตำรวจรถไฟบอกว่า เนื่องด้วยพนักงานไม่พอ เพราะเป็นตู้ใหม่ เลยมีการจัดพนักงานไว้หนึ่งคนต่อสามตู้ หมายความว่า พนักงานที่ดูแลขบวนรถโดยเฉพาะตอนปูที่นอนนั้น เขาจะต้องทำทั้งหมดถึงสามตู้เลยทีเดียว

DSCF0033DSCF0032

และแล้วก็มาถึงรถคันที่ 13 ซึ่งผมได้ที่นั่งมา จะเห็นได้ว่า ป้ายบอกขบวนไม่ใช่ไม้แล้วนะครับ เป็นจอดูอินเตอร์ขึ้นมาทันที มีบอกทั้งสองภาษาคือ ไทยและอังกฤษ

DSCF0031

จากประตูรถ เดินขึ้นมาข้างใน ก่อนอื่นผมขอบอกก่อนว่า บันไดที่ขึ้นสู่ตัวรถนั้นค่อนข้างแคบ หากขึ้นหรือลงไม่ระวังอาจเกิดอุบัติเหตุได้ เมื่อขึ้นมาแล้ว ก็จะเจอห้องคุมไฟ(มั้ง) มันจะมีแผงควบคุมไฟทางซ้ายมือ และห้องสำหรับพนักงานประจำรถทางขวามือ ซึ่งผมไม่ได้ถ่ายไว้

แต่เมื่อมาถึงจะเห็นว่า ภายในตู้โดยสาร มีความสะอาด เบาะสีแดงสดยังไม่มีรอยเปื้อนใดๆ พื้นตู้โดยสารดูสะอาด ไม่มีเศษขยะใดๆตกทิ้งไว้ เพราะมีพนักงานทำความสะอาดมาเช็คเป็นระยะ เรียกได้ว่า จะถอดรองเท้าเดินในรถไฟก็คงไม่มีปัญหาอะไรมากนัก

DSCF0030

นี่ครับที่นั่งของผม ที่นั่งหมายเลขสอง แต่อีกสักพัก ที่นั่งตรงนี้จะกลายเป็นที่นอน ให้เรานอนยาวไปจนถึงกรุงเทพ

DSCF0028

จากที่นั่ง เมื่อมองไปข้างหน้าก็จะเจอกับประตูที่ผมเดินผ่านเข้ามาเมื่อสักครู่ ประตูในรถไฟขบวนนี้เป็นประตูอัตโนมัติทั้งหมดครับ แต่มันไม่ใช่อัตโนมัติแบบใครผ่านใครยืนหน้าประตูประตูก็เปิด ไม่ใช่เลยยยย แต่เราต้องเอามือไปสัมผัสตรงจุดที่ให้เปิดประตูก่อน ประตูถึงจะเปิดครับ ตอนที่ผมถ่ายนี้ รถยังไม่ออกจากสถานี ทางเจ้าหน้าที่เลยเปิดทิ้งไว้ครับ

ส่วนที่เห็นอีกก็คือ กล้องวงจรปิดที่มีทุกคัน รับรองถึงความปลอดภัย ไม่นับการเดินลาดตระเวนเป็นระยะของเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟอีกนะครับ ดังนั้นเรื่องความปลอดภัยหมดห่วงไปได้เลย

DSCF0029

แล้วก็จอแสดงสถานะภายในรถที่จะติดตั้งอยู่บริเวณประตูทั้งหน้าและหลัง รวมถึงที่กลางขบวน จอนี้จะบอกเราในข้อมูลต่างๆทั้งวัน, เวลา, ขบวนรถ, คันรถ, สถานีต้นทาง-ปลายทาง, สถานีก่อนหน้า-ถัดไป, ห้องน้ำว่างหรือไม่ และอุณหภูมิในตู้โดยสาร ซึ่งจะแสดงสลับกันสองภาษา ไทย-อังกฤษ เช่นกัน

DSCF0057

นี่ไงครับ ประตูเมื่อปิดแล้ว จะเห็นปุ่มสีเขียวๆ คือปุ่มที่ให้เราไปสัมผัส หากเราต้องการจะเปิดประตูครับ

DSCF0044DSCF0046

ขึ้นมานั่งได้สักพัก รถเข็นอาหารก็เอาอาหารมาขาย สำหรับราคาสินค้าในรถไฟจะแพงกว่าข้างนอกพอควรครับ ไม่แนะนำให้ซื้อถ้าอยากจะประหยัด น้ำขวดละ 15 บาท ข้าวกล่องละ 75 บาทโดยประมาณ เป็นข้าวกล่องเวฟแบบเซเว่นนะครับ ไม่ได้ทำสดเหมือนแต่ก่อน เพราะตู้เสบียงในรถใหม่นี้เป็นตู้ระบบปิด เสียดายไม่ได้ไปถ่ายมาให้ดู

DSCF0048

ความฉลาดน้อยของผม ผมสั่งน้ำเปล่าบนรถไฟ 15 บาท พอจ่ายเงินเสร็จ คนขายเข็นรถไปขบวนอื่น เจ้าหน้าที่ก็เอาน้ำดื่มแจกมาตั้งเลยจ้าาาาา เสียตังค์ฟรีไป 15 บาท 55555 คิดซะว่าช่วยการรถไฟแล้วกัน

คราวนี้เรามาดูสิ่งอำนวยความสะดวกในที่นั่งของเรากันบ้างครับ

DSCF0047

อันแรกก็คือป้ายบอกเลขที่นั่ง

DSCF0043

โต๊ะวางของ จะกินข้าว วางแล็บท็อป ทำงานทำการก็ใช้ได้ตามสะดวก

DSCF0049

ตอนพนักงานเอาขวดน้ำมาแจก หนึ่งขวดต่อหนึ่งคนนะครับ

DSCF0050

กระจกใส บานใหญ่ มองเห็นชัดเจน ไม่มีตราการรถไฟมาบังเหมือนรถคันเก่าๆ ถ้าถ่ายรูปผ่านกระจกก็น่าจะโออยู่นะ

DSCF0051

อันนี้สำคัญสุด ทุกเตียงจะมีไฟส่องสว่างส่วนตัว พร้อมปลั๊กสำหรับชาร์จไฟไว้ให้รองรับยุคสมัยที่ต้องชาร์จโทรศัพท์หรือโน้ตบุ๊คตลอดเวลา แต่ใครที่ได้เตียงบน ก็ต้องรอให้พนักงานมากางที่นอนก่อนถึงจะมีครับ ดังนั้นสองที่นั่งจะมีที่ชาร์จไฟแค่อันเดียว

คราวนี้มาดูที่ห้องน้ำกันครับ

DSCF0053

ในหนึ่งคันจะมีห้องน้ำสองห้อง และมีห้องปัสสาวะชายอีกหนึ่งห้อง ในรูปนี้ห้องด้านในลึกลงไปคือห้องปัสสาวะชาย ด้านหน้าคือห้องน้ำ ส่วนห้องน้ำอีกห้องอยู่ด้านหลังผมครับ

DSCF0054

DSCF0055

ห้องน้ำในตู้นี้ค่อนข้างแคบครับ แต่ก็มีสิ่งใช้สอยครบครันทั้งอ่างล้างมือ สายฉีด และทิชชู่ สำหรับรถไฟตู้ใหม่นี้ห้องน้ำให้อารมณ์ประมาณห้องน้ำเครื่องบินเลย โดยห้องน้ำนี้เป็นระบบปิดครับ

DSCF0056

และส่วนสุดท้ายในโซนนี้คืออ่างล้างหน้า ผมค่อนข้างประทับใจเลยทีเดียว เพราะโทนสีขาวของตัวอ่าง บวกกับไฟที่ส่องสว่างตลอดเวลา ทำให้อ่างล้างหน้าดูกว้าง ดูสะอาด กระจกก็ใส แล้วใต้อ่างก็มีถังขยะ ไม่ได้แยกใส่ถุงดำด้านนอกเหมือนรถเก่า ทำให้บริเวณนี้ดูค่อนข้างสะอาดตาอย่างมาก

DSCF0059DSCF0060DSCF0062

แล้วก็ถึงเวลาปูที่นอน พนักงานประจำรถจะมาพร้อมกับเปลี่ยนจากที่นั่งในรถไฟให้กลายเป็นที่นอน พนักงานคนนี้ใช้เวลาเร็วมากในการจัดเตรียม ตั้งแต่เปลี่ยนที่นั่ง เอาเตียงบนลง เอาที่นอนออกมาปู จนกระทั่งติดม่าน ใช้เวลาไม่ถึงสามนาทีต่อสองที่นอน

DSCF0063

และแล้วเราก็ได้ที่นอนที่พร้อมนอนตลอดคืนครับ

DSCF0065

ที่นอนหลังจากปิดม่าน น่านอนชะมัด

ในรถขบวนนี้ เวลากลางดึกรถไฟในขบวนจะหรี่ไฟลงครับ แต่ไม่ถึงขั้นปิดไฟ ซึ่งช่วยอย่างมากในการนอนหลับ แล้วไฟจะเปิดอีกครั้งเมื่อรถไฟถึงสถานีรังสิต พร้อมพนักงานปลุกผู้โดยสาร

ข้อแนะนำ ควรเตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วย เพราะแอร์ในรถเย็นมาก ผ้าห่มของรถไฟค่อนข้างบาง ผมต้องนอนขดตลอดคืนเพราะไม่ได้ใส่เสื้อกันหนาว

DSCF0058

สุดท้าย รถไฟมาถึงสถานีบางเขนราวๆ 04.50 ช้ากว่าเวลาในตั๋วประมาณสิบนาที รูปที่บางเขนไม่ได้ถ่ายไว้เพราะกำลังมึนครับ โดยรวมแล้วรถไฟขบวนนี้ดีมากเมื่อเทียบกับรถขบวนเก่า นอกจากตัวรถที่ดูใหม่แล้ว พนักงานประจำรถ ตำรวจรถไฟ พนักงานทำความสะอาด พนักงานขายของ พูดจาค่อนข้างสุภาพมาก อาจจะไม่สุภาพแบบแอร์โฮสเตส แต่ก็ถือว่าพูดจากดีเมื่อเทียบกับรถไฟขบวนต่างๆที่ผมเคยขึ้นมา ยังไงก็อยากให้ทุกคนลองใช้บริการดูนะครับ แล้วก็ช่วยๆกันรักษารถไฟเหล่านี้ให้ดูใหม่ให้น่าใช้ตลอดเวลาด้วยการไม่ไปขีดเขียน หรือมือบอนกับส่วนต่างๆของขบวนรถ ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านครับ มีอะไรจะติชมก็เชิญแสดงความคิดเห็นได้เลยนะครับ ไว้เจอกันในโอกาสต่อไปครับ

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2560

อุปสรรคของฝ่ายค้านมาเลเซียที่ยังก้าวข้ามไม่ได้



ราคาน้ำมันในมาเลเซียที่ปรับตัวสูงขึ้นมากในช่วงปีมานี้ เบนซิน95อยู่ที่ลิตรละ 21 บาท เบนซิน97ลิตรละ 30 บาท ดีเซลลิตรละ 22 บาท ไม่นับรวมถึงค่าครองชีพต่างๆ เช่นค่าทางด่วน ค่าโดยสาร รายการสินค้า ภายหลังจากรัฐบาลประกาศใช้ GST คล้ายๆ VAT ในบ้านเรา กลายเป็นจุดอ่อนให้พรรคฝ่ายค้านใช้ในการโจมตีพรรครัฐบาล

ขณะที่การเลือกตั้งครั้งใหม่จะมาถึงภายในปีหน้า แต่ถึงแม้คะแนนนิยมของพรรคอัมโนและบาริซานเนชั่นแนลจะตกต่ำลง แถมยังมีสมาชิกอาวุโสจากพรรคอัมโนแยกออกมาตั้งพรรคใหม่และร่วมมือกับแนวร่วมพรรคฝ่ายค้าน แต่ก็ไม่ใช่ง่ายๆที่แนวร่วมพรรคฝ่ายค้านหรือปากาตันฮารัปปันจะสามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งที่จะมาถึง ทั้งด้วยกลไกของการเลือกตั้งของมาเลเซียเองที่เอื้อประโยชน์ให้กับพรรครัฐบาล รวมถึงความไม่ลงรอยกันของพรรคฝ่ายค้าน วันนี้เลยขอแชร์ว่าอะไรคืออุปสรรค์ของพรรคฝ่ายค้านมาเลเซียในมุมมองของผม ส่วนฝ่ายรัฐบาลนั้นคงไม่ต้องสาธยายมาก เพราะทุกอย่างมันลงตัวหมดแล้ว ตามประสาของพรรคที่กุมอำนาจมานาน

แนวร่วมพรรคฝ่ายค้านที่ขณะนี้ประกอบไปด้วย 4 พรรคการเมือง ประกอบด้วยพรรค PKR ของนางวัน อซิซะห์ ภรรยานายอันวาร์ เดิมพรรคนี้นายอันวาร์เป็นผู้นำพรรคกระทั่งถูกศาลตัดสินจำคุกในคดีรักร่วมเพศ พรรค DAP ที่มีนายลิม กวน เอ็ง ผู้ว่าการรัฐปีนังบุตรชายของนายลิม กิต เสียง อดีตผู้นำฝ่ายค้านหลายสมัยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค พรรค AMANAH ของนายโมฮัมหมัด ซาบู ที่แยกตัวออกมาจากพรรค PAS และพรรคน้องใหม่ BERSATU ของนายมูยิดดิน ยาสซิน อดีตรองนายกฯ อดีตเบอร์สองของอัมโน และอดีตเบอร์สองของแนวร่วมพรรครัฐบาล ภายใต้การสนับสนุนของอดีตนายกฯมหาเธร์ โมฮัมหมัด

และพรรคฝ่ายค้านที่ไม่ได้อยู่ในแนวร่วมคือพรรค PAS พรรคที่มีแนวนโยบายอิงศาสนาอิสลาม ปัจจุบันพรรคนี้ปกครองรัฐกลันตัน รวมถึงมีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ(Dewan Undangan Negeri)ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐตรังกานูและเกดะห์ พรรค PAS ออกจากแนวร่วมฝ่ายค้านเดิมหรือปากาตันรัคยัต เนื่องจากไม่ลงรอยกับพรรค DAP กรณีการสนับสนุนการใช้กฎหมายอิสลาม

ถึงแม้ว่า ณ ปัจจุบัน คะแนนนิยมของรัฐบาลจะตกต่ำลง ฝ่ายค้านมีผู้เล่นบิ๊กเนมมาร่วมมากขึ้น เรียกคะแนนนิยมจาก"แฟนคลับ"ได้บางส่วน แต่ปัญหาของฝ่ายค้านที่ยังมีอยู่และเห็นได้ชัดคือ
1.ยังไม่สามารถเคลียร์ปัญหากับพรรค PAS ได้ แม้ว่าอดีตนายกมหาเธร์จะพูดต่างกรรมต่างวาระว่าจำเป็นอย่างยิ่งหากจะเอาชนะพรรคอัมโนได้ การต่อสู้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะต้องต่อสู้ภายใต้แนวร่วมเดียว นั่นคือ 1 เขตเลือกตั้งจะต้องมีผู้สมัครของพรรคฝ่ายค้านเพียงคนเดียว ไม่มีคนอื่นจากแนวร่วมเดียวกันลงแทรก ออกแนวบ้านเราก็คือ "อย่าตัดคะแนนกันเอง" ด้วยความที่พรรค PAS เป็นพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ และไม่ได้อยู่ในแนวร่วม ทางมหาเธร์กับพรรค PKR โดยอาซมิน อาลี ผู้ว่าการรัฐสลังงอร์ จึงพยายามอย่างมากในการพูดคุยเจรจากับพรรค PAS ในเรื่องของการจัดสรรเก้าอี้ผู้สมัคร ขณะที่พรรค PAS ก็ออกมาตั้งเงื่อนไขว่า พร้อมทำงานด้วยกับพรรค PKR และ BERSATU แต่จะไม่ร่วมกับพรรค DAP และ AMANAH ที่แยกตัวออกไปจาก PAS รวมถึงออกมาบอกว่า จะส่งผู้สมัครลงแข่งขันหากเขตพื้นที่นั้นมีผู้สมัครของพรรค AMANAH อยู่ ถ้าหากแนวร่วมพรรคฝ่ายค้านไม่สามารถตกลงกับพรรค PAS ได้ สิ่งนี้จะเป็นอุปสรรค์แรกของพรรคฝ่ายค้านแน่นอน เพราะการที่มีแนวร่วมพรรคฝ่ายค้านลงชิงมากกว่า"หนึ่งพรรค"ย่อมเป็นการตัดคะแนนกันเอง ซึ่งทั้งมหาเธร์ และแกนนำคนอื่นๆเห็นจุดเสี่ยงจุดนี้ดี
2.ยังไม่สามารถกำหนดตัวผู้ที่จะเป็นผู้นำในการลงเลือกตั้งครั้งต่อไปได้ อันนี้ก็เป็นหนึ่งเรื่องที่แนวร่วมพรรคฝ่ายค้านทั้งสี่พรรคยังตกลงกันไม่ได้ ว่าใครจะเป็นแคนิเดต"นายกรัฐมนตรี"ของพรรคฝ่ายค้าน เพราะต่างฝ่ายต่างมีอาเจนด้าของตัวเอง พรรค PKR ต้องการหนุนนายอันวาร์เป็นนายก DAP ก็ร่วมต่อสู้กับ PKR มาตลอด หรือ AMANAH ก็ต้องการหนุนนายอันวาร์ด้วย ขณะที่พรรคใหม่ที่เพิ่งมาอย่าง BERSATU นั้นยังไม่ชัดเจนในเรื่องนี้ ทำให้เกิดอาการ "โรคเลื่อน" คือเลื่อนแล้วเลื่อนอีก ไม่ลงตัวซักทีว่าใครจะเป็นคนถือธงนำในศึกเลือกตั้งมาเลเซียที่จะมาถึงนี้ แต่มีความเป็นไปได้ว่า หากฝ่ายค้านต้องการใครสักคนที่มีโปรไฟล์ หรือต่อสู้แบบสมน้ำสมเนื้อหน่อย ก็คงอาจจะยกให้กับมูยิดดิน ยาสซิน เพราะสิ่งที่พรรคฝ่ายค้านขาดคือแนวร่วมชาวมลายู ภาพลักษณ์ของมูยิดดินที่มีมหาเธร์เป็นคนหนุนน่าจะช่วยดึงคะแนนเสียงจากคนมลายูได้ เพราะอย่าลืมว่าทุกวันนี้นั้นพรรคอัมโนเคลมตัวเองว่าเป็นพรรคของชาวมลายู การจะเอาชนะพรรครัฐบาลได้ ก็จำเป็นที่จะต้องใช้ผู้นำหรือบุคคลที่มีลักษณะแล้วดูเป็นตัวแทนของคนมลายูได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่พรรคใหม่(ของฝ่ายค้าน)เข้ามาแล้วอยู่ดีๆพรรคที่เหลือก็จะยอมยกให้พรรคใหม่ถอดด้ามมานำการเลือกตั้ง ในความคิดเห็นผมผมว่าอาจจะต้องรอไฟเขียวจากอันวาร์ ถ้าอันวาร์เอาด้วย แล้วให้มูยิดดินเป็นคนนำ การเลือกตั้งครั้งหน้าน่าจะสนุก
3.กลไกการเลือกตั้ง อันนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วในการเลือกตั้งครั้งผ่านมา แนวร่วมพรรคฝ่ายค้านเดิมหรือปากาตันรักยัต เอาชนะพรรครัฐบาลได้ด้วยคะแนนเสียง แต่ไม่สามารถเอาชนะในคะแนนที่นั่งในสภาได้ จึงทำให้อันวาร์พลาดหวังได้นั่งเก้าอี้นายก เมื่อมากางดูแผนที่มาเลเซีย จะเห็นว่าพื้นที่มาเลเซียประกอบไปด้วยสองส่วนคือ มาเลเซียตะวันตกหรือแหลมมลายู และมาเลเซียตะวันออกหรือบอร์เนียว มาเลเซียมีทั้งหมด 13 รัฐ ในสิบสามรัฐนี้มีสามรัฐที่มีเขตเลือกตั้งจำนวนมากคือ ซาบาห์ ซาราวัค และโจโฮร์ ในกรณีของซาบาห์ ซาราวัคนั้น เป็นสองรัฐที่อยู่ในเกาะเบอร์เนียว(มาเลเซียตะวันออก) มีประชากรไม่มาก แต่มีเขตเลือกตั้งมาก เนื่องจากสองรัฐนี้มีพื้นที่ขนาดใหญ่(แบ่งตามพื้นที่) สองรัฐนี้พรรคฝ่ายค้านไม่สามารถเจาะไข่แดงได้เลย แนวร่วมฝ่ายรัฐบาลได้เปรียบมาโดยตลอด ขณะที่พรรคฝ่ายค้านนั้นได้เปรียบในพื้นที่ฝั่งตะวันตก ในเมืองใหญ่ และเขตที่มีคนเชื้อสายจีนและอินเดียอาศัยอยู่มาก ดังนั้นหลายคนจึงมองว่าพรรคฝ่ายค้านควรที่จะเก็บชัยชนะในสองรัฐนี้ให้ได้

ความได้เปรียบของฝ่ายค้าน ภายหลังจากสมาชิกของพรรคอัมโนส่วนหนึ่งได้แยกออกมาตั้งพรรคใหม่ชื่อ BERSATU นั้น ผู้สนใจการเมืองหลายคนได้จับจ้องไปยังสองรัฐที่เป็นรัฐฐานเสียงของอัมโน คือโจโฮร์และเกดะห์ ในโจโฮร์นั้นเป็นฐานเสียงสำคัญของอัมโนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว โดยมีผู้นำของอัมโนในโจโฮร์คือ "มูยิดดิน ยาสซิน" คนนี้นี่แหละ เป็นตัวจักรสำคัญในพื้นที่ ส่วนที่เกดะห์นั้นก็เป็นฐานเสียงของอัมโนเช่นกัน แม้ว่าก่อนหน้านี้พรรค PAS ปกครองอยู่ แต่พอการเลือกตั้งครั้งล่าสุดพรรคอัมโนยึดอำนาจกลับคืนมาได้ภายใต้การนำของ "มุกตริซ มหาเธร์" บุตรชายอดีตนายกมหาเธร์ ซึ่งภายหลังจากที่พ่อของเขามีปัญหากับนายกนาจิบทั้งพ่อทั้งลูกก็ย้ายมาอยู่กับพรรค BERSATU หลายคนมองว่าสองรัฐนี้จะกลายเป็นฐานเสียงของพรรคใหม่นี้ก็ต้องคอยดูว่า เลือกตั้งครั้งหน้าถ้าพรรคฝ่ายค้านคุยกันลงตัว แบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์ได้ การเลือกตั้งในปี 2017 อัมโนและบาริซานเนชั่นแนลน่าจะมีหนาวๆร้อนๆขึ้นมาบ้าง....


วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เมื่อเปลี่ยนแผนการเดินทางกระทันหัน

สวัสดีครับ ไม่ได้มาเขียนบล็อกซะนาน วันนี้ขอมาแชร์เรื่องของตัวเองอีกซักครั้งครับ คือที่ผ่านมาช่วงต้นเดือนธันวา รู้สึกว่าตัวเองจะเครียดจัดหลายๆเรื่อง ปัญหานั่นนี่โน่น มีความรู้สึกหนึ่งที่มันแว๊บบบบบอยู่ในหัวว่า "อยากหนีไปที่ที่ไกลๆ" บ้าง ว่าแล้วก็นึกถึง MV เพลงยังไม่พ้นขีดอันตรายของพีซเมกเกอร์ซะงั้น ประมาณว่า MV นี้พระเอกอกหัก หนีจากความเจ็บช้ำไปอยู่ฮอยอัน แล้วแม่งก็บิ้วตัวเองซะอย่างนั้น!!!

screen-shot-2559-12-13-at-11-21-01-pm

เอาล่ะ! ผมไม่ได้เครียดเรื่องความรักนะครับ ผมเครียดเรื่องอื่น อยู่ดีๆในหัวก็ผุดขึ้นมาว่า "งั้นเราก็ไปเที่ยวต่างประเทศดิ" แล้วที่ไหนล่ะครัชที่จะเหมาะ นึกหลายที่ ตัดมาเลย์ สิงคโปร์ออกไปก่อนเลย ไปจนจะจำทางได้แล้ว แถมยังเพิ่งไปมาด้วยเมื่อตอนเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า "โอซาก้า" ที่นี่แหละ อยากไปมานานแล้ว พอสำรวจงบประมาณก็พอจ่ายอยู่ ก็จัดปายยยย พอคิดปุ๊บก็จัดการปั๊บ จองตั๋วเรียบร้อย

ผมใช้เว็บ Skyscaner คู่กับ Cheapticket ในการหาตั๋วเครื่องบินจนพบว่า มีตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพ-โอซาก้า ไป-กลับ ราคา 12,000 กว่าบาท ของ China Eastern ก็เลยจองไป

screen-shot-2559-12-10-at-7-43-33-pmscreen-shot-2559-12-13-at-11-23-57-pm

ในตอนนั้นผมจองเพราะกะว่า อยากเที่ยวจีน เพราะต่อเครื่องขาไปที่เซี่ยงไฮ้ 18 ชั่วโมง ขากลับต่อเครื่องที่เฉิงตูอีก 18 ชั่วโมงเช่นกัน ความคิดที่จะเที่ยวทีเดียวรวบสองประเทศก็บรรเจิด ครั้งแรกกับการไปเที่ยวสองประเทศในคราวเดียวกัน นี่เราจะได้แวะเที่ยวจีนด้วยใช่ป่ะ?

แต่ๆๆ ผมมาสะดุดตรงเงื่อนไขสำคัญคือ "วีซ่า" ผมทราบว่าวีซ่าจีนนั้นขอไม่ยาก และสามารถขอได้ แต่ที่ผมยังสับสนคือ ทรานซิสต้องทำวีซ่ามั้ย??? อันนี้ผมไม่ทราบจริงๆ ข้อมูลอัพเดทแบบเชื่อถือได้ก็ไม่มี โทรถามสถานทูตก็ไม่รับสาย เวลาก็กระชั้นชิดมาเรื่อย ผมลังเลอยู่นานจนโทรไปถามสำนักงานของสายบิน เจ้าหน้าที่ตอบผมไม่ค่อยเคลียร์ แต่โดยสรุปคือ "ผมควรจะทำวีซ่า" ผมจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่า เอาวะ ทำก็ทำ!

อาทิตย์นี้คืออาทิตย์สุดท้ายก่อนผมจะเดินทางไปญี่ปุ่น เรามีลองวีคเอนด์ ทำให้การไปทำวีซ่าต้องไปทำเอาวันอังคาร แล้วจะเดินทางจันทร์หน้า!!! ซึ่งการทำวีซ่าจีนแบบปกติใช้เวลา 4 วันทำการ คือไม่ทันแน่ๆ จึงเป็นที่มาของอุปสรรค์ที่สองคือ "เงิน" ผมกะว่าผมจะใช้เงินติดตัว 20,000 บาท หากทำวีซ่าผมก็ต้องควักเพิ่ม  แล้วทำแบบด่วนพร้อมกับขอเข้าจีนสองครั้ง ขาไปและกลับ ราคาก็ทวีคูณไปอีกกกกก

screen-shot-2559-12-13-at-11-27-24-pm

ผมมีแนวโน้มว่าจะต้องเสียค่าวีซ่าแน่ๆ 7,000 กว่าบาท ซึ่งมันเสียดายเงินมากๆ เท่ากับว่า ผมได้ตั๋วราคาถูกจริง แต่ต้องบวกวีซ่า 7,000 ค่าที่พัก แล้วก็ค่ากินอยู่ในจีน เฮ้ยยยยย นี่เราจะไปญี่ปุ่นนะ เอาเงินนี้ซื้อตั๋วบินตรงแต่แรกเลยดีกว่ามั้ย ผมกังวลกับเรื่องนี้พอสมควร อีกเรื่องที่คิดคือ กลับเร็วไปอยู่โอซาก้าแค่ 4 คืน ไม่น่าจะพอแน่ๆ พอมาคิดย้อนไปย้อนมา ค่าวีซ่า เสียดายตังค์ อยากเที่ยวนานขึ้น เลยตกลงใจ หาตั๋วเครื่องบินใหม่จากเว็บ Skyscanner จนพบเที่ยวบินที่ต้องการ

screen-shot-2559-12-13-at-10-55-40-pmscreen-shot-2559-12-13-at-11-34-15-pm

ของสายการบิน Hongkong Airlines แวะพักเครื่องที่ฮ่องกง ราคาก็โอเค ประมาณ 12,000 กว่าๆเหมือนกัน แถมยังได้เพิ่มวันเที่ยวอีกหนึ่งวัน แล้วก็ไม่ต้องกังวลกับวีซ่า ขาไปก็แวะนอนในฮ่องกงชิลๆ แต่การตัดสินใจของผมนี้ก็คิดหนักเหมือนกัน แต่สุดท้ายคิดเรื่องค่าใช้จ่ายก็เห็นว่ามันคุ้มกว่า ได้นั่ง Full Service แถมได้เที่ยวฮ่องกงอีกรอบ ก็โอเคนะ ส่วนจีนไว้หาโอกาสคราวหลังแล้วกัน ส่วนตั๋วไชน่าอีสเทิร์นก็ยกเลิกไปเรียบร้อย ตอนนี้บอกเลย ตื่นเต้นมาก นับถอยหลักรอวันไปญี่ปุ่นอย่างใจจดใจจ่อ....