ผมเดินทางมาไทเปเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ภารกิจแรกที่ผมต้องทำเลยนั่นก็คือ...
หาห้องพัก...
ก่อนหน้านี้ผมได้หาข้อมูลประมาณหนึ่ง จากเว็บบล็อกที่มีหลายคนเขียนเอาไว้ ได้มีเว็บบล็อกหนึ่งระบุชื่อเว็บไซต์หนึ่งขึ้นมานั่นคือเว็บไซต์
591.com.tw
เว็บไซต์นี้เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมห้องพักทั้งให้เช่าและปล่อยขายทั่วเกาะไต้หวัน อุปสรรค์แรกที่ผมเจอในการหาข้อมูลจากเว็บไซต์นี้คือ...
ภาษาจีน...
เว็บนี้แทบไม่เจอภาษาอังกฤษเลย มีแต่ภาษาจีน แต่โชคดีว่ากูเกิ้ลโครมมีระบบแปลภาษาอัตโนมัติที่สามารถแปลภาษาในเว็บจากภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษได้ เลยทำให้โล่งใจไปเปราะหนึ่ง แต่ก็ยังคิดมากอยู่ดีว่าพอไปถึงไต้หวันแล้วจะสื่อสารกับบรรดานายหน้าหรือบรรดาเจ้าของที่พักอย่างไร เพราะพวกเขาคงไม่พูดอังกฤษแน่ๆ สิ่งเหล่านี้กดดันผมพอสมควร แล้วยิ่งกดดันมากขึ้นอีกเมื่อถึงวันใกล้จะเดินทางไปไต้หวัน
ผมมองหาที่พักในเว็บ 591 มาหลายเดือนก่อนจะมาไต้หวัน หลายห้องก็ประทับใจ ชอบ อยากจะจองเสียแต่วันนี้เลย แต่ยังไม่ถึงเวลาเดินทางก็เลยต้องมองข้ามไป
เท่าที่ผมสังเกตคือ ค่าเช่าที่พักในไต้หวัน มักจะรวมสามสิ่งนี้ในค่าเช่า 1.ค่าอินเตอร์เน็ต 2.ค่าเคเบิลทีวี และ 3.ค่าน้ำ ถ้าห้องพักให้เช่าไม่ได้รวมสามค่านี้ไว้ในค่าเช่าก็มองผ่านไปได้เลย
นอกจากนี้ในห้องพักส่วนใหญ่ มักจะอยู่ในตึกแถว ในไทเปและนิวไทเปจะมีตึกแถวที่มีอายุ 20-30 ปีหลายตึกมาก ตึกเหล่านี้จะสูงประมาณ 4-5 ชั้น ชั้นล่างมักเปิดเป็นร้านค้า ส่วนชั้นบนก็จะเป็นห้องแบ่งเช่า ถ้าดูในเว็บ 591 จะเห็นว่าห้องพักส่วนใหญ่จะมีเฟอร์นิเจอร์ให้ค่อนข้างครบ คือจะมีเตียงนอน ตู้เสื้อผ้า ตู้เย็น ทีวี ห้องมีทั้งแบบห้องน้ำรวม และแชร์อพาร์ตเมนท์ ซึ่งจะตกราคาประมาณ 6,000-9,000 บาทต่อเดือน แล้วแต่สภาพ ขนาดห้อง และที่ตั้งของว่าอยู่ชั้นไหน ถ้าอยู่ชั้น 2 หรือ 3 ก็จะแพงหน่อย แต่ถ้าอยู่ชั้น 4 ขึ้นไป อันนี้ราคาก็จะถูกลงนิดนึง
อ้ออออ....ลืมบอกไป ตึกแถวส่วนใหญ่ไม่มีลิฟท์นะครับ อยู่ชั้น 4 ชั้น 5 ต้องใช้แรงขาล้วนๆ
อีกประเภทก็คือห้องเดี่ยว หรือ Studio อันนี้มีห้องน้ำในตัว ราคาก็จะตกอยู่ที่ 9,000(หายากมากกกก) - 20,000 บาทต่อเดือน อันนี้ขึ้นอยู่กับสภาพ ขนาดห้อง ซึ่งห้องพักเหล่านี้จะมีพื้นที่ประมาณ 18-30 ตารางเมตร และทำเล ยิ่งทำเลแถบซินยี่ และต้าอัน อันนี้จะโคตรแพง ห้อง Studio นี้ถ้าหาดูดีๆจะเจอห้องที่ให้ทำอาหารได้ ซึ่งในห้องจะมีอุปกรณ์ทำอาหารเพิ่มให้ด้วย เช่น เตาไฟฟ้า และ ซิงค์ล้างจาน
ส่วนอีกประเภทคือคอนโดมีเนียมทั้งห้อง หรือเช่าแมนชั่นหรูๆ อันนี้ผมขอไม่เขียน เพราะคิดว่าคนที่จะไปเรียนที่ไต้หวัน ถ้าบ้านไม่รวยจริงก็คงไม่หาห้องแบบนี้แน่นอน
กลับมาที่ตัวผมเอง หลังจากเปิดหาห้องพักต่างๆในเว็บไซต์ ก็มาเจอกับเอเจนท์เจ้าหนึ่ง ซึ่งบังเอิญว่าผมไปเจอคำที่เขาระบุในประวัติของเขาว่า
เข้าใจภาษาอังกฤษ
คำๆนี้มันเหมือนแสงสว่างวาบเข้ามาในตัวผมเลย เอาแล้วสบายแล้ว ไม่ต้องหาเจ้าอื่นแล้ว เอาเจ้านี้แหละ แล้วหนึ่งอาทิตย์ก่อนเดือนทางผมก็ติดต่อกับเอเจนท์คนผ่านทางไลน์ สิ่งแรกที่ผมเจอคือเขาตอบกลับช้ามาก ผมขอนัดเขาเพื่อที่จะไปดูห้องพัก เขาบอกขอเวลา 1 อาทิตย์เดี๋ยวตอบกลับ แต่เขาก็ไม่ตอบกลับมาเลยจนหนึ่งวันก่อนเดินทางผมได้สอบถามเขาอีกครั้ง รอสักพักใหญ่เขาก็ตอบกลับมาว่า
ห้องที่ผมอยากจะไปดูนั้น....มีคนจองไปแล้ว
แล้วกัน...(คิดในใจ) แล้วก็ไม่บอกไม่กล่าวกันเลย ถ้าไม่ถามก็คงจะเงียบสินะ เฮ้ออออออ
ข้ามมาที่วันเดินทาง ผมออกจากกรุงเทพบ้านเกิดเมืองนอน ขึ้นเครื่องบินสายการบิน China Airlines (นี่สายการบินแห่งชาติไต้หวันนะ) จากสุวรรณภูมิถึงสนามบินเถาหยวน แบกความกดดันในการหาห้องพักอย่างเต็มเปี่ยม กดดันจากการหาห้องพักไม่พอ มีแม่และป๊ามาคอยกดดันซ้ำด้วยอีกต่างหาก 5555 เพราะแม่กับป๊าก็เดินทางมาด้วยกัน โดยเฉพาะป๊านี่กะว่าอาศัยการเดินทางกับลูกมาเพื่อมาเที่ยวต่างประเทศโดยเฉพาะ 5555
ผมคาดหวังสูงมากว่าจะต้องได้ห้องพักในวันถัดมาคือวันที่ 16 ทันที ดังนั้นเมื่อมาถึงไต้หวัน ผมจึงทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือ
พูดภาษาจีน
ครับ ผมโทรหาเจ้าของห้อง และเอเจนท์ห้องที่ผมสนใจสองสามเจ้าด้วยภาษาจีน ผมเคยเรียนภาษาจีนที่จงหัว 1 คอร์ส (อ่านบล็อกเรื่องเรียนภาษาจีนวันแรกได้ 55555) คำในหัวมีน้อยมาก ผมเริ่มบทสนทนาโดยใช้ไดอะล็อกว่า
ผม : หนี่ห่าว , หนี่เคอหยี่ชัวอิงเหวินมา? (สวัสดีครับ คุณพูดภาษาอังกฤษได้มั้ย?)
ส่วนใหญ่ มักจะพูดอังกฤษไม่ได้ หรือ ไม่เก่ง แต่ก็พอคุยได้ บางคนตอบว่าห้องที่ผมสนใจมีคนเช่าไปแล้ว บางคนบอกเลยว่าเขาขอให้คนจีนเช่าดีกว่า สรุปคือที่โทรๆไปคว้าน้ำเหลวทุกราย
สิ่งนี้นอกจากกดดันตัวเองแล้ว ยังมีแม่ที่คอยกดดันอีกหนึ่งแรง แม่มองว่าทำไมผมหาที่พักน้อยจัง ทำไมไม่หาทีละเยอะๆ แล้วแกก็ส่งลิงค์ที่พักมาให้ ซึ่งส่วนใหญ่ราคาถูกจริง แต่มักเป็นที่ที่ทำเลไม่ดี ไกลรถไฟฟ้าบ้าง ไกลที่เรียนบ้าง บางอันไม่ได้อยู่ในไทเปหรือนิวไทเปด้วยซ้ำ
หลักการการหาที่พักของผมคือ 1.ห้องเดี่ยว มีหน้าต่าง มีห้องน้ำในตัว 2.ติดรถไฟฟ้า ห่างจากสถานีไม่เกิน 700 เมตร แล้วต้องอยู่ในสายเดียวกันหรือไม่ไกลจากที่เรียน 3.งบไม่เกิน 14,000 บาทต่อเดือน 4.ทำครัวได้(ถ้ามี) ด้วยหลักการนี้ จะหาห้องในราคาไม่เกิน 14,000 มันจึงเป็นเรื่องยากพอสมควร
ระหว่างนี้ผมก็พยายามหาห้องแล้วพยายามติดต่อทางไลน์ เหตุที่ใช้ไลน์เป็นหลักเพราะใช้ไลน์มันเป็นตัวอักษร การคุยมันชัดเจนกว่า เข้าใจได้มากกว่า วิธีการคุยคือ ผมจะพิมพ์ภาษาอังกฤษ ผสมภาษาจีน หากเขาตอบกลับเป็นภาษาจีนผมก็ใช้กูเกิ้ลทรานสเลทแปลเอา มันก็พอถูๆไถๆ กระทั่งผมเจอกับห้องพักห้องหนึ่ง ตรงสเปคมากๆ ห้องเดี่ยว ไม่ไกลรถไฟฟ้า ทำครัวได้ แถมเฟอร์นิเจอร์ครบ ในราคาเดือนละ 11,888 บาทต่อเดือน
ผมจึงติดต่อเอเจนท์รายนั้นทันที เขานัดผมดูห้องในวันที่ 17 พฤศจิกายน ผมคาดหวังไว้ว่า ต้องห้องนี้แหละ ถ้าไม่ได้ก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว
ตลอดวันที่ 15 และ 16 ผมโดนแม่ผมบ่นตลอดทั้งวันว่าทำไมไม่หาห้องให้หลากหลาย ทำไมไม่นัดเจ้าของห้อง ทำไมไม่โทรศัพท์ ทำไมไม่กระตือรือร้น ทำไมไม่บลาๆๆๆๆ แต่ผมเชื่อมั่นอยู่ลึกๆว่า ยังไงก็ได้ห้องนี้แน่นอน
พอถึงวันที่ 17 ยอมรับว่าตื่นเต้นมาก วันนี้ผม ป๊าผม และแม่ผม เดินทางไปที่ตั้งของห้องพัก ซึ่งอยู่เขตหลู่โจว จังหวัดนิวไทเป ผมไปแบบคล่องแคล่วมากเพราะเมื่อวันที่ 16 ก็ไปสำรวจมารอบนึงแล้ว
หลังจากรออย่างใจจดใจจ่อ เอเจนท์คนนี้ก็มา ห้องที่ผมพักอยู่ชั้น 5 แน่นอนว่าบันไดล้วนๆลิฟท์ไม่มี เมื่อมาถึงก็พบว่าบนชั้น 5 นี้มันมีอยู่สองล็อกใหญ่ หนึ่งในล็อกใหญ่คือห้องที่ผมจะเช่า ในล็อกใหญ่นี้แบ่งเป็น 7 ห้อง
เริ่มแรกเอเจนท์เปิดให้ดูห้องที่ผมต้องการก่อน ห้องนี้ในเว็บบอกว่าขนาด 9 ผิง (27 ตารางเมตร) แต่เมื่อเปิดมา ห้องมันก็กว้างนะ ทุกอย่างก็มีครบ แถมยังมีระเบียงเล็กๆ(เล็กมากกกก) ไว้ตากผ้า ผมนี่กำลังจะตัดสินใจเอาเลย แล้วเจ้เอเจนท์ก็สร้างจุดเปลี่ยนอีกรอบ ด้วยการบอกว่า "มีห้องว่างอีกห้องนะ" คนที่ตามไปคนแรกเลยคือป๊า หลังจากนั้นป๊าก็เดินมาบอกว่า "ห้องนั้นกว้างกว่า" ห้องนั้นกว้างกว่าเดิมมาก ผมไม่ได้ถามขนาดห้องแต่คาดว่าน่าจะประมาณ 30 ตารางเมตร และแล้วบทสนทนาก็เริ่มขึ้น
ผม : ห้องนี้ราคาเท่าไหร่?
เอเจนท์กดเครื่องคิดเลขแล้วโชว์ให้ดู เลขระบุว่า 13,888 (มันเป็นอะไรกะเลข 888 วะ)
แม่ : ลองต่อเขาดูซิ
ผม : เอ่อ ฉิ่งเวิ่น ไอขอลดราคาซักหนึ่งพันได้มั้ย
เอเจนท์ส่ายหัว
ป๊า : แล้วถ้า 13,000 ล่ะ
ผมแปลประโยคนี้ให้เอเจนท์ฟัง
เอเจนท์ทำท่าประมาณว่ารอแป๊ป แล้วโทรศัพท์ สักพักเจ้แกก็กดเลขออกมา เลขที่ออกคือ 13,500
ผมหันไปหาป๊า ป๊าพยักหน้าตกลง
ทั้งหมดเป็นการตัดสินใจที่เร็วมาก อาจเป็นเพราะรู้สึกว่ามันผ่านมาสองวันแล้ว ห้องหายากก็เป็นได้ ส่วนผมถ้าสภาพห้องโอเค ตรงตามหลักการที่ผมว่า ทุกอย่างก็จบ พูดถึงห้องนี้ ห้องพักผมกว้างมาก กว้างกว่าห้องนอนตัวเองที่บ้านอีก แถมห้องนี้ยังอยู่มุมตึก มีหน้าต่างสองด้าน ทำครัวได้ ห่างจากรถไฟฟ้าไม่ไกล ข้างห้องมีซุปเปอร์มาเก็ต ฝั่งตรงข้ามเป็นแฟมิลี่มาร์ท ด้านหลังเป็นลานเอนกประสงค์ และเป็นที่จอดจักรยานสาธารณะยูไบค์ คือทุกอย่างค่อนข้างดี เสียอยู่สองอย่างคือ อยู่ชั้น 5 และไม่มีระเบียงเท่านั้น
หลังจากตอบตกลงก็ทำสัญญาเช่ากันในวันนั้นเลย ขณะทำสัญญาก็ต้องมีการอธิบายหลายๆอย่าง ซึ่งเจ้เอเจนท์คนนี้แทบไม่พูดอังกฤษเลย เจ้แกพูดจีน ของผมประโยคไหนพอฟังออกก็โอเค แต่ถ้าฟังไม่ออกเจ้แกก็จะพูดจีนใส่แอปโทรศัพท์ แล้วให้แอปแปลเป็นภาษาอังกฤษให้ ทุกอย่างเรียบร้อยโอเคดี
กลายเป็นว่าตอนนี้ป๊ากับแม่ชอบห้องนี้มาก ป๊าถึงขั้นทิ้งของใช้ส่วนตัวไว้เลย เพราะกะจะมาเที่ยวไต้หวันอีก 5555
วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562
วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562
สมัครเรียนภาษาจีนที่ไต้หวัน ไม่ต้องง้อเอเจนซี่
หลังจากที่ผมออกจากงาน เพราะบริษัทปรับโครงสร้าง ป๊าผมเลยบอกว่า งั้นก็ไปเรียนที่ไต้หวันเถอะ หลักจากที่แกได้ยินผมพูดเรื่องนี้และเห็นผมไปไต้หวันหลายครั้ง 5555 โดยเอาเงินค่าชดเชยที่ได้จากบริษัทกับเงินเก็บส่วนตัวนิดหน่อย บวกกับเงินของป๊า (ไม่บวกก็คงไม่ได้ไปเรียน) แล้วตัดสินใจสมัครเรียนที่ซือต้า
วันนี้ (18 ตุลาคม 2562) ผมเพิ่งได้วีซ่าไต้หวัน ก็เลยถือโอกาสมาเขียนเกี่ยวกับการสมัครเรียนภาษาจีนที่ซือต้าครับ ว่าสมัครยังไง ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่
แต่ก่อนอื่น ทำความรู้จักกับที่เรียนนิดนึง ซือต้า เป็นชื่อย่อของ มหาวิทยาลัยครูแห่งชาติไต้หวัน หรือ NTNU มหาวิทยาลัยนี้มีชื่อเสียงอันดับต้นๆของไต้หวัน ในมหาวิทยาลัยนี้จะมีโรงเรียนสอนภาษา ชื่อว่า Mandarin Training Center หรือ MTC ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนภาษาที่มีชื่อเสียงเช่นกัน อีกที่ที่มีชื่อเสียงคือโรงเรียนสอนภาษาของมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน หรือ NTU แต่ที่เลือกสมัครที่ซือต้าเพราะค่าเรียนมันถูกซือต้าเป็นสถาบันสอนภาษาจีนที่มีชื่อเสียง
ด้วยความที่ชอบไต้หวัน แม้จะรู้ว่าไต้หวันใช้จีนตัวเต็ม เป็นคนกลุ่มน้อย ทำไมไม่ไปเรียนที่จีน บลาๆๆๆๆ ก็เลยตัดตัวเลือกเมืองจีนออกไปแบบไม่เสียดาย
คราวนี้เรามาดูกันว่าค่าเรียนของ MTC นี่มันเท่าไหร่?
ทุกคนสามารถไปเช็คที่เว็บไซต์ http://mtc.ntnu.edu.tw/eng/course-seasonal-fee.html ได้เลยนะ แต่ผมจะเอามาให้ดู หลักสูตรของ MTC นี่มีระยะเวลา 3 เดือน แบ่งเป็นสองประเภทคือ Regular Course หลักสูตรธรรมดา และ Intensive Course หลักสูตรเข้มข้น ในสองประเภทก็แบ่งประเภทห้องอีก เป็นห้องใหญ่ มีนักเรียนประมาณ 13-20 คน และห้องเล็ก มีนักเรียนประมาณ 6-10 คน
ซึ่งคอร์สที่แพงที่สุดคือ Intensive Course แบบห้องเล็ก ซึ่งไม่ใช่หลักสูตรที่ผมสมัคร 55555 ผมเลือกสมัครหลักสูตรธรรมดาแบบห้องเล็ก ราคาต่อหลักสูตรอยู่ที่ 26,400NT (ตีว่า 1NT = 1บาท) ซึ่งผมเห็นว่าเรียนแบบหลักสูตรธรรมดา ถูกกว่า ชิลกว่า แต่เลือกห้องเล็กเพื่อที่จะได้รับความรู้จากอาจารย์เต็มที่
ซึ่งการสมัครเรียนที่ MTC นี้ ไม่ได้สมัครกันได้ตลอดนะครับ เพราะที่นี่เปิดรับสมัครทุกสามเดือนคือเดือน พฤษจิกายน กุมภาพันธ์ พฤษภาคม และมิถุนายน
ตามรูปด้านบนคือช่วงเวลาที่โรงเรียนนี้เปิดรับสมัครครับ
คราวนี้พอเราตั้งใจจะเรียนแล้ว ต่อมาคือ แล้วเราจะสมัครเอง หรือ ใช้บริการของเอเจนซี่ ของผมตอนแรกคิดจะใช้บริการเอเจนซี่นะ เพราะตัวเองไม่รู้อะไรเลย ใช้เอเจนซี่นี่แหละง่ายดี แต่พอมาหาข้อมูลและเห็นค่าดำเนินการเท่านั้นแหละ กูสมัครเองก็ได้วะ บล็อกนี้จึงอยากให้ทุกคนที่กำลังจะสมัครเรียนภาษาที่ไต้หวันด้วยตัวเองได้อ่านไว้เผื่อเป็นแนวทางครับ
เอารูปจากเอเจนท์หลักๆสองเจ้ามาให้ดูจะเห็นว่าราคาแพงกว่าสมัครเองเท่าตัวเลยครับ แต่ก็แลกกับความสะดวกสบายนะ ไม่ต้องเดินเรื่องเอกสารเอง แค่เตรียมเอกสารและเงิน แล้วนั่งกระดิกตีนเท้าที่บ้านรอได้เลย
ส่วนคนที่งกชอบความลำบาก ชอบความท้าทาย อยากสมัครเรียนเองก็เชิญทางนี้ครับ
อย่างแรก หากเราตัดสินใจจะเรียนที่ซือต้าแล้ว ให้เตรียมเอกสารดังนี้ครับ
1. วุฒิการศึกษา (ภาษาอังกฤษ)
2. สำเนาหน้าข้อมูลพาสปอร์ต
3. ใบรับรองสถานะการเงิน ต้องมีเงินในบัญชีอย่างน้อย 75,000 บาทขึ้นไป (สเตทเมนท์) ใช้ของผู้ปกครองได้ กรณีที่ผู้ปกครองเป็นสปอนเซอร์
4. รูปถ่าย
สามารถถ่ายรูปจากโทรศัพท์ได้เลยนะ ไม่ต้องไปสแกนหากที่บ้านไม่มีเครื่อง
จากนั้นก็ให้เข้าไปที่เว็บไซต์ http://mtc.ntnu.edu.tw/eng/course-seasonal-apply.html ได้เลย
แล้วคลิกไปที่ Application Form Online
เมื่อคลิกแล้วจะเจอรูปแบบนี้ ให้ทุกคนไปลงทะเบียนก่อน จากนั้นก็เอาอีเมล์ที่เราลงทะเบียน ล็อคอินได้เลย
วันนี้ (18 ตุลาคม 2562) ผมเพิ่งได้วีซ่าไต้หวัน ก็เลยถือโอกาสมาเขียนเกี่ยวกับการสมัครเรียนภาษาจีนที่ซือต้าครับ ว่าสมัครยังไง ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่
แต่ก่อนอื่น ทำความรู้จักกับที่เรียนนิดนึง ซือต้า เป็นชื่อย่อของ มหาวิทยาลัยครูแห่งชาติไต้หวัน หรือ NTNU มหาวิทยาลัยนี้มีชื่อเสียงอันดับต้นๆของไต้หวัน ในมหาวิทยาลัยนี้จะมีโรงเรียนสอนภาษา ชื่อว่า Mandarin Training Center หรือ MTC ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนภาษาที่มีชื่อเสียงเช่นกัน อีกที่ที่มีชื่อเสียงคือโรงเรียนสอนภาษาของมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน หรือ NTU แต่ที่เลือกสมัครที่ซือต้าเพราะ
ด้วยความที่ชอบไต้หวัน แม้จะรู้ว่าไต้หวันใช้จีนตัวเต็ม เป็นคนกลุ่มน้อย ทำไมไม่ไปเรียนที่จีน บลาๆๆๆๆ ก็เลยตัดตัวเลือกเมืองจีนออกไปแบบไม่เสียดาย
คราวนี้เรามาดูกันว่าค่าเรียนของ MTC นี่มันเท่าไหร่?
ทุกคนสามารถไปเช็คที่เว็บไซต์ http://mtc.ntnu.edu.tw/eng/course-seasonal-fee.html ได้เลยนะ แต่ผมจะเอามาให้ดู หลักสูตรของ MTC นี่มีระยะเวลา 3 เดือน แบ่งเป็นสองประเภทคือ Regular Course หลักสูตรธรรมดา และ Intensive Course หลักสูตรเข้มข้น ในสองประเภทก็แบ่งประเภทห้องอีก เป็นห้องใหญ่ มีนักเรียนประมาณ 13-20 คน และห้องเล็ก มีนักเรียนประมาณ 6-10 คน
ซึ่งคอร์สที่แพงที่สุดคือ Intensive Course แบบห้องเล็ก ซึ่งไม่ใช่หลักสูตรที่ผมสมัคร 55555 ผมเลือกสมัครหลักสูตรธรรมดาแบบห้องเล็ก ราคาต่อหลักสูตรอยู่ที่ 26,400NT (ตีว่า 1NT = 1บาท) ซึ่งผมเห็นว่าเรียนแบบหลักสูตรธรรมดา ถูกกว่า ชิลกว่า แต่เลือกห้องเล็กเพื่อที่จะได้รับความรู้จากอาจารย์เต็มที่
ซึ่งการสมัครเรียนที่ MTC นี้ ไม่ได้สมัครกันได้ตลอดนะครับ เพราะที่นี่เปิดรับสมัครทุกสามเดือนคือเดือน พฤษจิกายน กุมภาพันธ์ พฤษภาคม และมิถุนายน
ตามรูปด้านบนคือช่วงเวลาที่โรงเรียนนี้เปิดรับสมัครครับ
คราวนี้พอเราตั้งใจจะเรียนแล้ว ต่อมาคือ แล้วเราจะสมัครเอง หรือ ใช้บริการของเอเจนซี่ ของผมตอนแรกคิดจะใช้บริการเอเจนซี่นะ เพราะตัวเองไม่รู้อะไรเลย ใช้เอเจนซี่นี่แหละง่ายดี แต่พอมาหาข้อมูลและเห็นค่าดำเนินการเท่านั้นแหละ กูสมัครเองก็ได้วะ บล็อกนี้จึงอยากให้ทุกคนที่กำลังจะสมัครเรียนภาษาที่ไต้หวันด้วยตัวเองได้อ่านไว้เผื่อเป็นแนวทางครับ
เอารูปจากเอเจนท์หลักๆสองเจ้ามาให้ดูจะเห็นว่าราคาแพงกว่าสมัครเองเท่าตัวเลยครับ แต่ก็แลกกับความสะดวกสบายนะ ไม่ต้องเดินเรื่องเอกสารเอง แค่เตรียมเอกสารและเงิน แล้วนั่งกระดิก
ส่วนคนที่
อย่างแรก หากเราตัดสินใจจะเรียนที่ซือต้าแล้ว ให้เตรียมเอกสารดังนี้ครับ
1. วุฒิการศึกษา (ภาษาอังกฤษ)
2. สำเนาหน้าข้อมูลพาสปอร์ต
3. ใบรับรองสถานะการเงิน ต้องมีเงินในบัญชีอย่างน้อย 75,000 บาทขึ้นไป (สเตทเมนท์) ใช้ของผู้ปกครองได้ กรณีที่ผู้ปกครองเป็นสปอนเซอร์
4. รูปถ่าย
สามารถถ่ายรูปจากโทรศัพท์ได้เลยนะ ไม่ต้องไปสแกนหากที่บ้านไม่มีเครื่อง
จากนั้นก็ให้เข้าไปที่เว็บไซต์ http://mtc.ntnu.edu.tw/eng/course-seasonal-apply.html ได้เลย
แล้วคลิกไปที่ Application Form Online
เมื่อคลิกแล้วจะเจอรูปแบบนี้ ให้ทุกคนไปลงทะเบียนก่อน จากนั้นก็เอาอีเมล์ที่เราลงทะเบียน ล็อคอินได้เลย
เมื่อล็อคอินแล้วจะเจอหน้าให้กรอกประวัติส่วนตัวก็กรอกไปครับ แล้วก็แนบเอกสาร 4 อย่างที่เตรียมมา จากนั้นรอไม่เกิน 7 วัน ให้ลองไปเช็คที่เว็บนี้อีกครั้ง
ถ้าขึ้นหน้าแบบนี้แสดงว่าเราสมัครเรียนได้แล้ว จากนั้นให้รอจดหมายตอบกลับจากทางโรงเรียนทางไปรษณีย์ ประมาณ 10 วัน
จดหมายตอบกลับ ถ้าได้จดหมายนี้แสดงว่าเราสามารถไปขอวีซ่าได้แล้ว
หลังจากนี้หลายคนคงสงสัยว่า แล้วควรจะไปไต้หวันเมื่อไหร่ดี?
ไปไต้หวันควรไปก่อนวันลงทะเบียนเรียนไม่ใช่ก่อนวันเรียนนะ ก่อนวันลงทะเบียนเรียน ในวันลงทะเบียนเรียนทุกคนต้องมาในวันที่ทางโรงเรียนกำหนด ไม่อย่างนั้นจะเจอค่าปรับ
ส่วนเรื่องค่าเรียน ไม่จำเป็นต้องจ่ายที่ไทยก่อน สามารถจ่ายที่สถาบันตอนวันลงทะเบียนเรียนได้
ทีนี้มาถึงการขอวีซ่า
ขอวีซ่านี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมคิดหนัก เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะเป็นไง มันจะได้มั้ย เอกสารหลักฐานต่างๆ เอาเป็นว่า มีหลักฐานเท่านี้ยื่นครบ รอรับวีซ่าได้เลยครับ
1. ใบยื่นคำร้องขอวีซ่า ต้องกรอกผ่านเน็ตล่วงหน้านะครับ กรอกได้ที่ https://visawebapp.boca.gov.tw แล้วปรินท์ใบกรอกมาด้วยนะครับ
2. พาสปอร์ตตัวจริง
3. สำเนาพาสปอร์ต
4. สำเนาบัตรประชาชน
5. สำเนาทะเบียนบ้าน
6. สำเนาหนังสือตอบกลับจากโรงเรียน
7. Study Plan เขียนประวัติย่อๆ ทำไมถึงอยากเรียน เรียนไปแล้วจะทำอะไรต่อ เป็นภาษาอังกฤษ
8. สำเนาวุฒิการศึกษา ภาษาอังกฤษ
9. สำเนาทรานสคริปท์ ภาษาอังกฤษ
10. สำเนาสเตทเมนท์
11. รูปถ่ายสองนิ้ว พื้นหลังสีขาว 2 รูป ย้อนหลังไม่เกิน 6 เดือน
ค่าทำวีซ่า 1,700 บาท
หนังสือรับรองสุขภาพ ไม่ต้องใช้
ตั๋วเครื่องบิน ไม่ต้องใช้
ใบจองที่พัก ไม่ต้องใช้
ระยะเวลาในการทำวีซ่า ควรทำวีซ่าก่อนวันเดินทาง 30 วัน
โดยสามารถยื่นขอวีซ่าได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย (สถานทูตไต้หวันโดยพฤตินัย) ซึ่งตั้งอยู่ที่ซอยวิภาวดี 66 หลังสำนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า ของผมนั่งแกรบไปตลอด เลยไม่รู้ว่าจะไปด้วยวิธีอื่นอย่างไร
สถานทูตไต้หวัน ใหญ่โตโอ่โถงมากกกก เวลาเข้าไม่ใช่เข้าประตูใหญ่นี้นะ ให้เข้าประตูด้านข้าง(ไม่ได้ถ่ายมา) จากนั้นยื่นบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เขาจะรีจิสเตอร์และตรวจกระเป๋าเรา จากนั้นถึงเข้าไปในส่วนของอาคารได้
กรณีของผมไปทำวีซ่าสองรอบ รอบแรกที่ไปสภาพไม่พร้อมจริงๆ ใบยื่นคำร้องวีซ่าก็ไม่ได้กรอกมา (นึกว่ากรอกที่สถานทูตได้ สถานทูตไม่มีให้กรอกนะ) Study Plan ก็ไม่ได้เขียน อันนี้จำเป็นมาก ทรานคริปท์ก็ไม่ได้ถ่ายเอกสารมา สรุปกลับบ้านจ้าาาาา มาใหม่อีกวันให้หลัง พอมาวันที่สองคราวนี้เรียบร้อยเลย ยื่นปุ๊บ เอกสารครบ เจ้าหน้าที่ออกใบเสร็จ ผมยื่นวีซ่าวันพุธ ได้พาสปอร์ตคืนวันศุกร์ ใช้เวลาแค่ 2 วันเท่านั้น
พอวันมารับพาสปอร์ตก็ยื่นแค่ใบเสร็จที่รับมาเท่านั้น ก็เป็นอันเรียบร้อยครับ
เวลาที่สถานทูตเปิดทำการให้ยื่นขอวีซ่าคือ 09.00 - 11.30 ถ้าบ้านไกลพยายามออกจากบ้านมาแต่เช้า เพราะคนมาขอวีซ่าเยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะบรรดาพี่ๆผู้ใช้แรงงานทั้งหลาย ดังนั้นแนะนำให้ออกจากบ้านมาแต่เช้า ส่วนเวลารับพาสปอร์ตก็เวลาเดียวกัน
ตอนนี้ผมได้วีซ่ามาเรียบร้อยแล้ว รอแค่เดินทางไปไทเปเท่านั้น สู้ๆ!!! ให้กำลังใจตัวเอง
ปล. สำหรับคนที่มีเอกสารครบ แต่ดันลืมกรอกใบยื่นวีซ่าออนไลน์ ไม่ต้องหมดหวัง แถวสถานทูตจะมีบ้านหลังหนึ่งชื่อว่า"สุรางค์"เขารับกรอกวีซ่าออนไลน์ให้ เพราะผมเองนี่แหละที่ลืมกรอก เลยต้องไปใช้บริการ
ถ้าอยู่หน้าสถานทูตแล้วมองหันหน้าไปในซอยจะเจอป้ายนี้ ตอนแรกก็งง ป้ายนี้มันป้ายอะไรแต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว เดินตามป้ายนี้เลยครับ พอตรงไปจะเจอแยก ให้เลี้ยวขวาพอเลี้ยวปุ๊บเจอบ้านแกทันที
บ้านทาวน์เฮาส์รั้วสีขาวที่เปิดประตูอยู่นั่นแหละครับบ้านแก ไปใช้บริการได้ ค่ากรอกใบสมัครออนไลน์ 300 บาท ทางที่ดีเตรียมเอกสารให้ครบดีกว่า
วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2562
"เกาะอูบิน"ใครว่าสิงคโปร์ไม่มีชนบท
ผมไปสิงคโปร์มา 5 ครั้งแล้ว ตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปเที่ยวกับป๊าเมื่อปี 2011 เหมือนจะรู้อะไรเยอะเกี่ยวกับประเทศนี้นะ แต่ก็ไม่กล้าเคลมตัวเองว่าเป็นผู้รู้อะไรกะเขาหรอกครับ เอาว่าเป็นแค่คนที่ไปแถวนั้นบ่อยก็พอ เท่าที่ผมเห็นคนไทยส่วนใหญ่ที่ไปสิงคโปร์ก็มักจะชอบไปแถวๆเซ็นโตซ่า คลากคีย์ ไชน่าทาวน์ มารีน่าเบย์ ก็วนกันอยู่แถวๆนี้แหละ
แต่ผมสังเกตในแผนที่ประเทศสิงคโปร์ก็เห็นว่า ประเทศนี้มันไม่ได้มีแค่เกาะสิงคโปร์นี่ มันยังมีเกาะอื่นๆอีก แล้วเกาะอูบินก็เป็นหนึ่งในเกาะที่ผมหมายตาไว้ว่าจะต้องไปเยือนให้ได้
จากรูปนี้จะเห็นเกาะอูบินอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะสิงคโปร์ ระหว่างประเทศสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย
ขอบอกตรงนี้ก่อนนะครับว่าเกาะอูบินนี้ ผมเคยมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นตอนไปสิงคโปร์ครั้งที่ 3 ตอนนั้นจำได้ว่าหากระทู้พันทิปรีวิวเกาะนี้มีแค่กระทู้เดียว เจอแค่นี้จริงๆ แสดงว่าคนไปกันน้อยมากกกกก แต่ตอนนี้กระทู้รีวิวเกาะนี้ในพันทิปมีมากขึ้น แม้กระทั่งที่ผมไปรอบนี้ก็เจอคนไทยด้วย แต่ไม่เยอะมากถ้าเทียบกับที่เซ็นโตซ่า หรือที่เมอร์ไลอ้อน แต่มาครั้งนี้ตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนจองตั๋วเลยว่าจะมาเพื่อถ่ายรูปทำรีวิวเขียนบล็อค การมารอบนี้จึงไม่ได้มาเพื่อเที่ยวเฉยๆเหมือนครั้งแรก
ว่าแล้วก็เริ่มกันเลย
เราเริ่มต้นจากที่นี่ครับ ป้ายรถเมล์ Lavender Station Exit B เนื่องจากที่พักของผมอยู่แถวนี้ โดยจุดหมายแรกของเราคือ ต้องนั่งรถเมล์ไปที่ Changi Point ซึ่งไม่มีรถไฟฟ้าผ่าน ต้องนั่งรถเมล์สาย 2 ไป
บรรยากาศคนรอรถเมล์
รอไปได้ซักพักรถเมล์สาย 2 ก็มา
ระหว่างทางบนรถเมล์ นอกจากจะเห็นตึกแถวและคอนโดเยอะๆแล้ว สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีต้นไม้เยอะมากๆ ที่ว่างๆเป็นต้องปลูกต้นไม้กันหมด
จากจุดเริ่มต้นย่านลาเวนเดอร์ นั่งรถเมล์สายสองไป การนั่งรถเมล์รอบนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะหลงทาง ลงไม่ถูกป้าย เพราะเราจะนั่งรถสายสองจนสุดสาย
นี่ครับสุดสาย ป้าย Changi Village Terminal
บริเวณโดยรอบป้ายรถเมล์ เป็นอาคารชั้นเดียวมีร้านค้าและมีฟู้ดคอร์ทหรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า hawker center
เดินมาซักพักก็เจอป้ายบอกทางไปท่าเรือ
อาคารท่าเรือ Changi Point Ferry Terminal ท่าเรือนี้มีปลายทางอยู่สองที่ ที่หนึ่งคือไปเกาะอูบิน อีกที่ไปที่เปิงเงอรัง รัฐโจโฮร์ ประเทศมาเลเซีย ดังนั้นที่นี่จึงถือเป็นท่าเรือนานาชาติไปโดยปริยาย
ด้านในอาคารผมไม่ได้ถ่ายมานะครับ เพราะตอนมาครั้งแรกผมไม่รู้เรื่องหยิบไอแพดมาถ่าย โดนเจ้าหน้าที่เตือนเลย 5555
รออยู่ในอาคารได้ไม่นานก็มีคนขับเรือมานับจำนวนคน แล้วก็ออกมารอลงเรือด้านนอกอาคารครับ ที่นี่เขาเคร่งเรื่องจำนวนคนมาก ตัวเรือระบุไว้ว่ารับผู้โดยสารได้ 12 คน ก็คือ 12 คน ไม่มีมาลักไก่ยัดคนเข้าไปเยอะๆ พอเข้าไปแล้วก็จ่ายค่าเรือ 3 ดอลล่าร์ก็เริ่มเดินทางได้
ภายในตัวเรือ อารมณ์เหมือนนั่งเรือชาวบ้านข้ามไปเกาะเล็กๆในต่างจังหวัด อารมณ์เรือติดแอร์ หรือเรือสวยๆสะดวกๆไม่มีให้เห็น
นั่งเรือไปได้ซักพักก็มาถึงที่เกาะอูบิน
หลังจากนี้ ขอให้ผู้อ่านลืมภาพของสิงคโปร์เมืองแห่งความเจริญ เมืองแห่งความเป็นระเบียบ แสงสี เมอร์ไลอ้อน ยูนิเวอร์เซล ลืมไปให้หมด เพราะที่นี่แตกต่างจากเกาะสิงคโปร์อย่างสิ้นเชิง อารมณ์เหมือนไปต่างจังหวัดของมาเลเซีย หรือของบ้านเราก็ได้
ป้ายต้อนรับสู่เกาะอูบิน ปูเลา (Pulau) เป็นภาษามลายู แปลว่าเกาะ
มองออกไปด้านนอกมีเรือกำลังจะเทียบท่า เรือแบบนี้แหละครับที่วิ่งรับส่งคนระหว่างเกาะสิงคโปร์กับเกาะอูบิน
หาดบนเกาะอูบิน สภาพไม่น่าเล่นน้ำเลย 55555
จากป้ายต้อนรับสู่เกาะอูบินจะเจอนี่ก่อนครับ เป็นอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
เมื่อเดินเข้ามาเรื่อยๆจะเจอร้านให้เช่าจักรยาน และร้านอาหาร กิจกรรมที่นี่มีให้เลือกหลายอย่างครับ หลักๆก็เช่าจักรยานปั่นรอบเกาะ ซึ่งที่นี่มีเส้นทางจักรยานให้ปั่นท้าทายกำลังดี นอกนั้นก็มีกิจกรรมอื่นเช่นแคมป์ปิ้ง เดินป่า ส่องนก และทัวร์หมู่บ้านคนท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมลายูครับ
ส่วนกิจกรรมที่ผมทำ ทำอยู่กิจกรรมเดียว คือปั่นจักรยานไปที่ Chek Jawa Wetlands ซึ่งห่างจากท่าเรือประมาณ 5 กิโลเมตร แค่กิจกรรมเดียวก็แทบรากเลือดแล้ว 5555555
หลังจากได้จักรยานมาปั่นก็เริ่มออกเดินทางได้เลยครับ
เส้นทางจักรยานบนเกาะนั้น แรกๆจะเป็นทางคอนกรีตปั่นสบายครับ ชิลๆ ปั่นรับลม ทางนี่ราบเรียบตลอดทาง
ทางยังดีอยู่ รอบข้างนี่ต้นไม้ร่มเลย ดูเผินๆนี่ไม่นึกว่าอยู่สิงคโปร์จริงๆนะ
ปั่นๆไปเจอเจ้าถิ่น 555555 โปรดสังเกตว่าทางเริ่มคุณภาพแย่ลง
ระหว่างทางจะมีศาลาให้พักเป็นระยะๆครับ
ปั่นๆไปผ่านบ้านของคนท้องถิ่น ช่วงไปนี้เพิ่งพ้นวันชาติสิงคโปร์แค่สองวัน บ้านแทบทุกหลังจะเอาธงชาติสิงคโปร์มาติดไว้แสดงถึงการเฉลิมฉลองวันชาติ บ้านเหล่านี้ตอนขากลับผมได้ยินชาวบ้านเขาเปิดเพลงดางดุด (Dangdut) ด้วย อารมณ์คล้ายๆเพลงสามช่าบ้านเรา มันกันยกใหญ่
ระหว่างปั่นๆไป เจอเจ้าถิ่นอีกพวกเป็นลิงครับ ออกมาเดินเล่นในศาลา แต่มันไม่ได้ทำอะไรคนนะ หรือว่าเพราะผมไม่มีอาหารก็ไม่รู้ ลิงเลยไม่มายุ่งเลย 555555 บางตัวก็มาหาคู่ผสมพันธุ์โชว์ให้ดูก็มี 5555
หลังจากนี้ผมแทบไม่ได้ถ่ายรูปเลยครับ สาเหตุเพราะเหนื่อยจัด คือทางหลังจากนี้จะเป็นทางดินที่มีการเอากรวดไปเทไว้ แถมเส้นทางยังเป็นเนินขึ้นๆลงๆตลอดเวลา คือเหนื่อยมาก ใช้กำลังขามาก ไม่มีอารมณ์ถ่ายรูปเลย
แต่ในที่สุดเราก็ถึงจุดหมายปลายทางของเรา
ถึงแล้วครับ Chek Jawa Wetlands เมื่อถึงแล้วก็เอาจักรยานจอดไว้
หลายคนคงจะไม่ทราบว่าไอ้เจ้า Chek Jawa Wetlands นี่คืออะไร คือที่ดินเปียกหรือเปล่า จะแปลตรงๆแบบนั้นมันก็ไม่เชิงนะครับ จากเว็บไซต์การท่องเที่ยวของสิงคโปร์เขาบอกว่า Chek Jawa Wetlands คือพื้นที่ชุ่มน้ำขนาด 100 เฮกตาร์ ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ต่างๆมากมาย เป็นสถานที่ที่ทางการสิงคโปร์ได้อนุรักษ์เอาไว้ และตรงนี้ทางรัฐบาลสิงคโปร์ก็ได้สร้างทางเดินริมทะเลให้ประชาชนทั่วไปได้ไปเดินเล่นได้อีกด้วย
จอดจักรยานแล้วเดินเข้าประตูนี้เลย
เมื่อเข้ามาแล้วจะเจอสองทางแยก แยกหนึ่งไปตรง Chek Jawa ที่เป็นอาคารเก่า อีกแยกหนึ่งไปที่ Mangrove Broadwalk ของผมเดินไปตามทางด้านขวาครับ
เข้ามามีจุดพัก และที่สำคัญมีเครื่องดื่มเย็นๆขาย เหมาะมากกับการปั่นจักรยานขึ้นเนินลงเนินมาเหนื่อยๆ
เดินเข้ามาจะเจอบ้านเก่าหลังนี้ครับ เราจะเดินทะลุบ้านหลังนี้กัน
ทางเข้าไปในบ้าน
พอเดินทะลุบ้านก็จะมาเจอกับตรงนี้ครับ เป็นทางเดินยื่นออกไปในทะเล
หันกลับมาที่ตัวบ้าน
กลับมาที่ตัวบ้าน บ้านหลังนี้เป็นบ้านเก่า ทางการได้อนุรักษ์บ้านหลังนี้เอาไว้ ภายในผมไม่ได้ถ่ายมา แต่เท่าที่จำได้จะเป็นการแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับนก
หลังจากเดินมาทางนี้เสร็จก็เดินออกไปอีกทาง คราวนี้ไปที่ Mangrove Broadwalk ทางเดินริมทะเลยาว 1.1 กิโลเมตร
เดินเข้ามาจะเจอกับป้ายนี้ก่อน
ทางเดินสวยนะ แต่อากาศนี่ร้อนอบอ้าวมากมาย ตอนนี้ผมนี่เริ่มเหงื่อไหลไคลย้อยแล้ว
พอเดินมากลางทางจะมีศาลาให้นั่งพักแบบนี้ ตอนนี้บรรดาป้าๆชาวสิงคโปร์เรี่ยนกำลังนั่งสนทนากันใหญ่
พอเดินเหนื่อยๆได้สักพักก็เดินกลับมายังจุดจอดจักรยานเพื่อเตรียมปั่นกลับ ขณะนั้นเองก็ได้เจอเจ้าถิ่นประจำเกาะอูบินเข้า
นั่นคือเจ้าหมูป่านั่นเอง!!! ตอนที่มารอบที่แล้วผมเจอมันระหว่างทาง รอบนี้ขณะปั่นมาไม่เจอหมูป่าเลย ก็ยังคิดอยู่ว่า สงสัยจะไม่เจอแล้วมั้ง ปรากฎว่าเหมือนมันรู้ว่ามันต้องมาโชว์ตัว 5555 มันเดินมาดมเหมือนมาหาอาหาร แล้วก็ทำจักรยานล้มไปคันนึงด้วย
พอดูหมูป่าเสร็จก็คิดว่าสมควรแก่เวลา ก็ปั่นจักรยานกลับ ที่นี่เขาไม่ให้ปั่นกลับย้อนทางเดิมนะครับ เส้นทางที่ปั่นก็ไม่ต่างจากตอนขามา คือทางเป็นหินกรวดเป็นทางดิน มีเนิน(อีกแล้ว)
แต่พอปั่นมากลางทางก็จะเจอกับบึงครับ
บึงอะไรก็ไม่รู้ 55555
นี่ครับสภาพทาง ร้อนก็ร้อนทางก็แบบนี้ เจอเนินอีก
จากนั้นก็ปั่นมาเรื่อยๆครับ รูปไม่ได้ถ่ายเหมือนเดิม เหนื่อย 5555 มีหลงทางด้วย แล้วทางที่หลงเป็นทางเดียวกับที่เคยหลงตอนมาครั้งที่แล้วอีก ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแท้ๆ
แล้วสุดท้ายก็มาถึงร้านเช่าจักรยานครับ แล้วก็คืนจักรยานเรียบร้อยจากนั้นก็ลงเรือกลับเกาะสิงคโปร์
ต่อแถวลงเรือกัน
แต่พอถึงท่าเรือชางงี สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ผมไม่รู้ว่าวันที่ผมไปนี่มันเป็นวันอะไร คนเยอะเหลือเกิน คนต่อแถวรอลงเรือยาวมากกกกกกก
แถวยาวเป็นสิบเมตรเลย นี่ถ้าผมมาช้ากว่านี้หน่อย ผมว่าคงอาจจะไม่ได้ไป เพราะรอคิวยาวจัด
สำหรับทริปเกาะอูบินรอบนี้ ถือว่าตัวเองประเมินเวลาผิดไปมากจากที่คาด ตอนแรกคิดว่าจะใช้เวลาไม่นาน ด้วยเพราะไม่ได้มานานพอควร ความจำอะไรต่างๆก็ลืมเลือนไป ปรากฎว่าใช้เวลาอยู่ที่นี่ถึงครึ่งวัน นี่ขนาดไปแค่ที่เดียวนะครับ ที่นี่เหมาะกับคนที่มาสิงคโปร์บ่อยแล้ว อยากไปเที่ยวที่อื่นที่ไม่ซ้ำชาวบ้าน อยากเปลี่ยนบรรยากาศแบบเมืองๆ ที่นี่ตอบโจทย์จริงๆครับ ถ้ามีเวลาเหลือน่าจะลองเจียดเวลามาที่นี่ดู แต่ถ้าจะเช่ารถจักรยานเด็กเล็กและคนแก่ไม่แนะนำครับ เหนื่อยจริงๆ แต่สามารถเที่ยวโดยใช้รถตู้รับส่งที่มีอยู่บนเกาะได้ครับ
ไว้เจอกันในบล็อกหน้านะครับ บ้ายบายยยยยย.....
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)















































































